
โคเวนทรี ซิตี้ (Coventry City) กลับมาแล้ว หลังการรอคอยยาวนานถึง 25 ปี นับตั้งแต่ตกชั้นจากลีกสูงสุดอังกฤษในปี 2001 “เดอะ สกายบลูส์” ผ่านช่วงเวลาที่มีทั้งการตกชั้นไปถึงลีกทู ปัญหาเรื่องสนามเหย้า และการเดินทางกลับขึ้นมาตามลำดับชั้น ก่อนที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด จะพาทีมคว้าแชมป์ EFL Championship ฤดูกาล 2025/26 พร้อมตั๋วเลื่อนชั้นอัตโนมัติสู่พรีเมียร์ลีก 2026/27 อย่างยิ่งใหญ่ และเกมแรกในการกลับมาครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะพวกเขาต้องบุกเยือน อาร์เซนอล แชมป์เก่าพรีเมียร์ลีก ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม ในคืนวันที่ 21 สิงหาคม 2569
โคเวนทรี ซิตี้ คือใคร? จาก “ช้างกระทืบโรง” สู่ The Sky Blues
โคเวนทรี ซิตี้ เป็นสโมสรฟุตบอลจากเมืองโคเวนทรี ในเวสต์มิดแลนด์ส ประเทศอังกฤษ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ปี 1883 โดยเริ่มต้นจากชื่อ Singers FC ก่อนเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Coventry City ในเวลาต่อมา
สำหรับแฟนฟุตบอลอังกฤษรุ่นเก่า สโมสรแห่งนี้ไม่ใช่ทีมแปลกหน้าในลีกสูงสุดเลย ตรงกันข้าม โคเวนทรีเคยมีช่วงเวลายาวนานบนดิวิชันสูงสุด และเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1992/93
เอกลักษณ์สำคัญคือสี ฟ้า Sky Blue ซึ่งนำมาสู่ฉายา “The Sky Blues” หรือ “เดอะ สกายบลูส์” ขณะที่แฟนบอลไทยยุคก่อนอาจคุ้นเคยกับอีกฉายาหนึ่งอย่าง “ช้างกระทืบโรง” ซึ่งติดปากมาตั้งแต่ยุคที่ฟุตบอลอังกฤษได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย
ปัจจุบันสนามเหย้าของทีมคือ Coventry Building Society Arena และการกลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกครั้งนี้มีความหมายกับสนามแห่งนี้เป็นพิเศษ เพราะตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เรื่อง “บ้าน” เคยเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของสโมสร
25 ปีที่ไม่ได้มีแค่การรอ แต่เคยตกไปไกลถึงลีกทู
หากมองเพียงว่าโคเวนทรีตกชั้นในปี 2001 แล้วกลับมาในปี 2026 เรื่องราวอาจดูเหมือนการรอคอยธรรมดา
ความจริงหนักกว่านั้นมาก
หลังตกจากพรีเมียร์ลีก โคเวนทรีต้องเผชิญทั้งปัญหาทางการเงิน ผลงานในสนาม และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสนามเหย้า จนสถานการณ์ของทีมตกต่ำลงเรื่อย ๆ
จุดต่ำสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสโมสรหล่นลงไปเล่น League Two ซึ่งเป็นระดับที่ 4 ของฟุตบอลอังกฤษ และเมื่อย้อนกลับไปเพียง 9 ปีก่อนการกลับพรีเมียร์ลีกครั้งนี้ โคเวนทรียังเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลในลีกทูอยู่เลย
ปัญหานอกสนามก็หนักไม่แพ้กัน ฤดูกาล 2013/14 สโมสรต้องไปเล่นเกมเหย้าที่ Northampton ห่างจากเมืองโคเวนทรีประมาณ 35 ไมล์ และระหว่างปี 2019-2021 ก็ต้องใช้ St Andrew’s ของเบอร์มิงแฮม ซิตี้เป็นสนามเหย้าชั่วคราวอีกครั้ง
จากทีมพรีเมียร์ลีก กลายเป็นทีมลีกทู จากสโมสรที่มีบ้านของตัวเอง กลายเป็นทีมที่ต้องเดินทางไปใช้สนามของสโมสรอื่น
จึงไม่แปลกที่การกลับมาครั้งนี้จะมีความหมายกับแฟนบอลมากกว่าการเลื่อนชั้นทั่วไป
“We’ll Be Back” คำสัญญาที่ใช้เวลาถึง 25 ปี
มีเรื่องหนึ่งที่สะท้อนการเดินทางของโคเวนทรีได้ดีมาก
ย้อนกลับไปตอนตกชั้นในปี 2001 กล้องของรายการ Match of the Day จับภาพแฟนบอลโคเวนทรีชื่อ John Mullaney ซึ่งถือป้ายที่เขียนด้วยตัวอักษรสีฟ้าว่า
“We’ll Be Back”
หรือ “เราจะกลับมา”
ไม่มีใครรู้ในวันนั้นว่าคำว่า “กลับมา” จะต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งในสี่ของศตวรรษ
เมื่อโคเวนทรีคว้าแชมป์แชมเปียนชิพและได้กลับพรีเมียร์ลีกในปี 2026 แฟนบอลจำนวนมากจึงนำข้อความนี้กลับมาอีกครั้ง แต่เปลี่ยนจากคำสัญญาในอดีตเป็น
“We Are Back” — เรากลับมาแล้ว
ภาพแฟนบอลชูข้อความดังกล่าวในวันที่ทีมฉลองแชมป์กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางที่วนกลับมาครบวงจรหลังผ่านไป 25 ปี
จากยุค Mark Robins สู่การตัดสินใจครั้งใหญ่กับ Frank Lampard
แม้ชื่อของ แฟรงค์ แลมพาร์ด (Frank Lampard) จะอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะกุนซือที่พาโคเวนทรีกลับพรีเมียร์ลีก แต่หากจะเล่าเรื่องนี้ให้ครบ ก็ต้องพูดถึง มาร์ค โรบินส์ (Mark Robins)
โรบินส์ทำงานกับสโมสรสองช่วง รวมเวลามากกว่า 8 ปี และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างโคเวนทรีกลับขึ้นมาจากช่วงเวลาตกต่ำ
ภายใต้โรบินส์ สโมสรค่อย ๆ ไต่ระดับจากลีกล่าง กลับสู่แชมเปียนชิพ และเคยเข้าใกล้พรีเมียร์ลีกมาแล้วในปี 2023 แต่แพ้ลูตัน ทาวน์ในการดวลจุดโทษนัดชิงเพลย์ออฟ
อย่างไรก็ตาม เดือนพฤศจิกายน 2024 สโมสรตัดสินใจปลดโรบินส์ การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลจำนวนไม่น้อย ก่อนที่เจ้าของสโมสร Doug King จะเลือกแฟรงค์ แลมพาร์ดเข้ามารับช่วงต่อ
มันเป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยง แต่ท้ายที่สุดกลับเปลี่ยนทิศทางของสโมสรอย่างมหาศาล
แลมพาร์ดเปลี่ยนโคเวนทรีอย่างไร?
แลมพาร์ดเข้ามารับงานช่วงปลายปี 2024 และค่อย ๆ ยกระดับผลงานจนพาโคเวนทรีเข้าสู่รอบเพลย์ออฟในฤดูกาลแรก ก่อนพ่ายซันเดอร์แลนด์ในรอบรองชนะเลิศ
แต่ฤดูกาล 2025/26 คือการก้าวขึ้นไปอีกระดับ
โคเวนทรีไม่ได้แค่ลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟอีกแล้ว แต่กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดทีมหนึ่งของแชมเปียนชิพ และสามารถการันตีการเลื่อนชั้นอัตโนมัติได้จากผลเสมอแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ก่อนเดินหน้าปิดฤดูกาลด้วยตำแหน่ง แชมป์ EFL Championship
ผลงานของแลมพาร์ดทำให้เขาได้รับเลือกเป็น Championship Manager of the Season 2025/26 ก่อนจะได้รับรางวัลจาก League Managers Association และต่อสัญญากับสโมสรยาวถึงปี 2029
จากอดีตกองกลางระดับตำนานพรีเมียร์ลีก ตอนนี้แลมพาร์ดกำลังกลับสู่ลีกสูงสุดในบทบาทกุนซืออีกครั้ง แต่คราวนี้มากับทีมที่เขาพาขึ้นมาด้วยตัวเอง
97 ประตู! เกมรุกคืออาวุธสำคัญของแชมป์แชมเปียนชิพ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้โคเวนทรีก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ คือ ประสิทธิภาพเกมรุก
ฤดูกาล 2025/26 พวกเขายิงรวมถึง 97 ประตูในลีก มากที่สุดในบรรดาสโมสรจาก 4 ดิวิชันอาชีพสูงสุดของอังกฤษ
นี่จึงไม่ใช่ทีมที่ขึ้นพรีเมียร์ลีกด้วยการตั้งรับแล้วรอผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
ฟุตบอลของแลมพาร์ดมีความกล้าที่จะเดินหน้าโจมตี มีผู้เล่นหลายคนสามารถสร้างโอกาสและทำประตูได้ และทีมแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอตลอดฤดูกาล โดยแพ้เพียง 7 นัดในลีก และมีเพียง 2 เกมเท่านั้นที่เป็นความพ่ายแพ้ในบ้าน
คำถามสำคัญคือแนวทางแบบเดียวกันจะใช้ได้มากน้อยแค่ไหนเมื่อคู่แข่งเปลี่ยนจากระดับแชมเปียนชิพมาเป็นพรีเมียร์ลีก
เพราะพื้นที่ที่เคยมีสำหรับสร้างเกมรุกจะน้อยลง ขณะที่ความผิดพลาดเล็ก ๆ สามารถถูกลงโทษได้ทันที
Carl Rushworth กำแพงสำคัญของทีมแชมป์
ถ้าเกมรุกคือจุดเด่น อีกด้านที่มีส่วนสำคัญไม่แพ้กันคือผู้รักษาประตู คาร์ล รัชเวิร์ธ (Carl Rushworth)
รัชเวิร์ธย้ายจากไบรท์ตันมาเล่นให้โคเวนทรีด้วยสัญญายืมตัว และทำผลงานโดดเด่นจนคว้า Championship Golden Glove ด้วยผลงาน 17 คลีนชีต พร้อมกวาดรางวัลภายในสโมสรอีก 3 รายการ
ผลงานของเขาดีจนเกิดเรื่องน่ารักระหว่างขบวนฉลองแชมป์ เมื่อแฟนบอลทำป้ายเรียกร้องให้สโมสรเซ็นสัญญากับเขาถาวร
และสุดท้ายโคเวนทรีก็ทำจริง
สโมสรตัดสินใจคว้ารัชเวิร์ธจากไบรท์ตันแบบถาวรในช่วงซัมเมอร์ เพื่อให้ผู้รักษาประตูที่มีส่วนสำคัญกับการเลื่อนชั้นได้เป็นกำลังหลักต่อในพรีเมียร์ลีก
Caleb Yirenkyi แข้งใหม่ที่น่าจับตามอง
นอกจากรักษาแกนหลักของทีมแล้ว โคเวนทรียังเสริมทัพเพื่อเพิ่มคุณภาพสำหรับพรีเมียร์ลีก
หนึ่งในชื่อที่น่าสนใจที่สุดคือ คาเล็บ เยเรนคี (Caleb Yirenkyi) กองกลางทีมชาติกานาจาก FC Nordsjælland ซึ่งเป็นหนึ่งในการลงทุนครั้งสำคัญของสโมสรในช่วงซัมเมอร์นี้
เยเรนคีเป็นผู้เล่นที่มีความหลากหลาย สามารถเล่นกองกลาง รวมถึงถอยลงไปเล่นในแนวรับได้ และผ่านระบบพัฒนาเยาวชนของ Right to Dream ก่อนย้ายไปเติบโตในฟุตบอลเดนมาร์ก
การก้าวจากฟุตบอลกานา ผ่านเดนมาร์ก จนมาถึงพรีเมียร์ลีกทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะใหม่ที่น่าสนใจของโคเวนทรี โดยเฉพาะเมื่อพรีเมียร์ลีกต้องการทั้งพละกำลัง ความเร็ว และความสามารถในการรับมือกับเกมที่มีความเข้มข้นสูง
Gustavo Hamer กลับมาช่วยทีมเก่าในพรีเมียร์ลีก
อีกชื่อที่น่าสนใจคือ กุสตาโว ฮาเมอร์ (Gustavo Hamer) ซึ่งกลับมาสู่โคเวนทรีอีกครั้ง
ฮาเมอร์มีความผูกพันกับสโมสรอยู่แล้ว และที่สำคัญคือเขามีประสบการณ์พรีเมียร์ลีกจากช่วงที่เล่นให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
เรื่องนี้มีความหมายมากสำหรับทีมของแลมพาร์ด เพราะหนึ่งในข้อกังวลก่อนเปิดฤดูกาลคือ ประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกของขุมกำลัง
บทวิเคราะห์ก่อนเปิดฤดูกาลระบุว่า มีผู้เล่นในทีมโคเวนทรีเพียงประมาณ 7 คนที่เคยสัมผัสพรีเมียร์ลีกมาก่อน และฮาเมอร์เป็นหนึ่งในคนที่มีประสบการณ์มากที่สุดในกลุ่มนี้
สำหรับทีมที่เพิ่งกลับลีกสูงสุดหลัง 25 ปี ผู้เล่นที่รู้ว่าความเร็วและความกดดันของพรีเมียร์ลีกแตกต่างจากแชมเปียนชิพอย่างไรจึงมีคุณค่ามาก
FA Cup 1987 ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร
แม้โคเวนทรีจะไม่ได้มีตู้ถ้วยรางวัลใหญ่เทียบเท่าสโมสรชั้นนำ แต่ทีมนี้มีหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่แฟนบอลยังภาคภูมิใจ
นั่นคือการคว้า FA Cup ปี 1987
โคเวนทรีเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์พบกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และพลิกเอาชนะ 3-2 หลังต่อเวลาพิเศษ คว้าแชมป์เอฟเอ คัพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ถ้วยดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ “เดอะ สกายบลูส์” และเป็นเครื่องเตือนใจว่าสโมสรแห่งนี้เคยมีช่วงเวลาสำคัญบนเวทีฟุตบอลอังกฤษมาแล้ว
จากสมาชิกพรีเมียร์ลีกยุคแรก ก่อนหายไปนาน 25 ปี
อีกเรื่องที่แฟนฟุตบอลรุ่นใหม่อาจไม่รู้คือ โคเวนทรีเป็นหนึ่งในสมาชิกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรก 1992/93
พวกเขาไม่ได้เพิ่งรู้จักฟุตบอลลีกสูงสุด แต่เคยแข่งขันในระดับสูงสุดของอังกฤษอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี ก่อนตกชั้นในปี 2001
หลังจากนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าการกลับมาจะกินเวลาถึง 25 ปี
พรีเมียร์ลีกจึงอธิบายการกลับมาของโคเวนทรีฤดูกาลนี้ว่าเป็นการสิ้นสุด “25-year exile” ของสโมสรจากลีกสูงสุด
แฟนบอลที่เคยเห็นทีมเล่นพรีเมียร์ลีกในปี 2001 บางคนอาจต้องรอจนมีลูกหลานจึงได้เห็นสโมสรกลับมาเล่นรายการเดิมอีกครั้ง
ภารกิจพรีเมียร์ลีกครั้งนี้ไม่ง่าย
ความสำเร็จในแชมเปียนชิพไม่ได้รับประกันความอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก และแลมพาร์ดเองก็ยอมรับเรื่องนี้
ทีมชุดนี้คุ้นเคยกับการเป็นฝ่ายชนะ มีเกมรุกที่แข็งแกร่ง และแพ้ไม่บ่อย แต่เมื่อก้าวขึ้นพรีเมียร์ลีก สถานการณ์จะกลับกันทันที
แลมพาร์ดยอมรับก่อนฤดูกาลว่า การชนะเกมในพรีเมียร์ลีกจะยากขึ้นมาก แต่เขาต้องการให้นักเตะมองความท้าทายด้วยความตื่นเต้นมากกว่าความกลัว
และก่อนเกมเปิดฤดูกาล กุนซือชาวอังกฤษก็ย้ำอีกครั้งว่าอยากเห็นลูกทีมลงเล่น โดยปราศจากความกลัว และต้องแสดงตัวตนของทีมออกมาให้ได้ แม้เกมแรกจะต้องเจอกับแชมป์เก่าก็ตาม
โปรแกรมเปิดฤดูกาลโหดทันที — อาร์เซนอลแล้วต่อด้วยแมนซิตี้
ถ้าต้องการเวลาปรับตัว โคเวนทรีแทบไม่ได้รับโอกาสนั้นเลย
เกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกของพวกเขาในรอบ 25 ปีคือการบุกไปหา อาร์เซนอล แชมป์พรีเมียร์ลีก 2025/26 ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร หรือตรงกับ 02:00 น. ของวันที่ 22 สิงหาคมตามเวลาประเทศไทย
ที่น่าสนใจคือเกมนี้เป็นการนำ แชมป์พรีเมียร์ลีก พบ แชมป์แชมเปียนชิพ มาเจอกันตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาล และยังเป็นการพบกันของ มิเกล อาร์เตตา กับ แฟรงค์ แลมพาร์ด ซึ่งเคยยืนคนละฝั่งในนัดชิง FA Cup 2020 สมัยแลมพาร์ดคุมเชลซี
และความยากไม่ได้หยุดแค่อาร์เซนอล
หลังจากนั้นโคเวนทรีจะพบฮัลล์ ซิตี้ ก่อนต้องบุกเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงต้นเดือนกันยายน โปรแกรมช่วงเริ่มต้นจึงถือว่าหนักมากสำหรับทีมน้องใหม่
อาร์เซนอล vs โคเวนทรี จุดเริ่มต้นบทใหม่หลังรอมา 25 ปี
การกลับพรีเมียร์ลีกของโคเวนทรีแทบจะมีฉากเปิดที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไม่ได้แล้ว
แชมป์พรีเมียร์ลีก พบ แชมป์แชมเปียนชิพ
ฝั่งหนึ่งคืออาร์เซนอลของมิเกล อาร์เตตา ซึ่งกำลังเริ่มต้นภารกิจป้องกันแชมป์ ส่วนอีกฝั่งคือทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ดที่เพิ่งกลับมาสู่เวทีแห่งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งในสี่ของศตวรรษ
ในแง่คุณภาพและประสบการณ์ อาร์เซนอลย่อมถูกมองว่าเหนือกว่า โดยเฉพาะการเล่นในเอมิเรตส์ สเตเดียม ขณะที่สถิติก่อนเกมระบุว่าอาร์เซนอลไม่แพ้เกมพรีเมียร์ลีกในบ้านต่อทีมน้องใหม่มาอย่างยาวนาน
แต่สำหรับโคเวนทรี เกมนี้แทบไม่มีอะไรต้องเสีย
พวกเขาใช้เวลา 25 ปีเพื่อกลับมาถึงตรงนี้ และ 90 นาทีแรกที่เอมิเรตส์จะเป็นโอกาสแรกในการพิสูจน์ว่า แชมป์แชมเปียนชิพชุดนี้พร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีกมากแค่ไหน
จาก “We’ll Be Back” สู่ “We Are Back” การเดินทางยังไม่จบ
เรื่องราวของ โคเวนทรี ซิตี้ อาจเป็นหนึ่งในเรื่องราวการกลับมาที่น่าสนใจที่สุดของพรีเมียร์ลีก 2026/27
จากทีมที่ตกจากลีกสูงสุดในปี 2001 ผ่านวิกฤตการเงิน ต้องย้ายสนามเหย้า เคยตกไปถึงระดับ 4 ของฟุตบอลอังกฤษ ก่อนค่อย ๆ ปีนกลับขึ้นมาทีละขั้น
จากยุคของมาร์ค โรบินส์ที่วางรากฐาน สู่แฟรงค์ แลมพาร์ดที่พาทีมก้าวข้ามเส้นชัย
จากป้าย “We’ll Be Back” ของแฟนบอลเมื่อ 25 ปีก่อน สู่คำว่า “We Are Back” ในวันที่ชูถ้วยแชมป์แชมเปียนชิพ
แต่การเลื่อนชั้นเป็นเพียงบทหนึ่งเท่านั้น
ภารกิจต่อไปยากกว่าเดิม เพราะโคเวนทรีต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้กลับพรีเมียร์ลีกเพียงเพื่อมาเยือนชั่วคราว แต่พร้อมต่อสู้เพื่อรักษาสถานะบนลีกสูงสุดเอาไว้
และบทพิสูจน์แรกก็หนักที่สุดแบบหนึ่งที่พวกเขาจะเจอได้
อาร์เซนอล vs โคเวนทรี ซิตี้ — แชมป์พรีเมียร์ลีกพบแชมป์แชมเปียนชิพ และเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกของ “เดอะ สกายบลูส์” ในรอบ 25 ปี



![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล vs บอร์นมัธ [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก-ลิเวอร์พูล-vs-บอร์นมัธ.png)
![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก วูล์ฟแฮมป์ตัน vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/วูล์ฟแฮมป์ตัน-vs-แมนเชสเตอร์-ซิตี้.png)
![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ซันเดอร์แลนด์ vs เวสต์แฮม [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/ซันเดอร์แลนด์-vs-เวสต์แฮม.png)