
ฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และหนึ่งในทีมที่ส่งสัญญาณได้ชัดเจนที่สุดว่า “พร้อมล่าแชมป์” คงหนีไม่พ้นทีมชาติฝรั่งเศส หลังเอาชนะนอร์เวย์ 4-1 ในเกมสุดท้ายของกลุ่ม I พร้อมเก็บชัยชนะ 3 นัดรวด เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มอย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ก่อนเกมหลายคนจะจับตาการดวลกันของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เออร์ลิง ฮาแลนด์ แต่สุดท้ายคนที่ขโมยซีนกลับเป็น อุสมาน เดมเบเล่ ที่ระเบิดฟอร์มยิงแฮตทริกภายในเวลาเพียง 25 นาที พาฝรั่งเศสโชว์เกมรุกอันดุดัน และส่งคำเตือนไปถึงทุกทีมที่กำลังจะเจอพวกเขาในรอบน็อกเอาต์
นัดแรกที่ทำให้หลายคนตั้งคำถาม
แม้ฝรั่งเศสจะเปิดหัวฟุตบอลโลกด้วยชัยชนะเหนือเซเนกัล 3-1 และต่อด้วยการชนะอิรัก 3-0 แต่หลายฝ่ายยังมองว่าฟอร์มการเล่นของ “ตราไก่” ยังไม่ถึงระดับที่น่ากลัวที่สุด
คำถามสำคัญคือ หากเอ็มบัปเป้ถูกประกบติด หรือเกมรุกถูกตัดออกจากพื้นที่อันตราย จะมีใครลุกขึ้นมาแบกทีมได้หรือไม่ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสถูกมองว่าเป็นทีมที่พึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวของซูเปอร์สตาร์อยู่ไม่น้อย
เกมกับนอร์เวย์จึงเป็นบททดสอบสำคัญก่อนเข้าสู่รอบแพ้คัดออก และคำตอบก็ออกมาชัดเจนกว่าที่หลายคนคาดไว้
เดมเบเล่ตอบโต้ทุกคำวิจารณ์ด้วยแฮตทริกประวัติศาสตร์
เดมเบเล่ใช้เวลาเพียง 32 นาทีของเกมในการยิงครบสามประตู โดยสามลูกเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเพียง 25 นาที นับเป็นหนึ่งในแฮตทริกที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก และทำให้เขากลายเป็นนักเตะฝรั่งเศสคนที่ 3 ที่ทำแฮตทริกในเวทีนี้ ต่อจาก จุสต์ ฟงแตน และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้
ที่น่าสนใจคือ ก่อนทัวร์นาเมนต์นี้ เดมเบเล่ลงเล่นฟุตบอลโลกรวม 11 นัดแต่ยังยิงประตูไม่ได้เลย การระเบิดฟอร์มครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการตอบโต้เสียงวิจารณ์ด้วยผลงานในสนาม มากกว่าคำพูดใด ๆ
เมื่อรวมกับประตูที่ทำได้ในเกมก่อนหน้า เดมเบเล่ขยับขึ้นมามี 4 ประตู เท่ากับเอ็มบัปเป้ และตามหลังเพียง ลิโอเนล เมสซี่ ที่นำดาวซัลโวอยู่ในเวลานี้
ไม่ใช่แค่เดมเบเล่ แต่ทั้งทีมเล่นได้ดีกว่าเดิม
แม้เดมเบเล่จะเป็นพระเอกของเกม แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือภาพรวมของทีมฝรั่งเศส เอ็มบัปเป้ยังสร้างอันตรายได้ตลอดทั้งเกม และมีส่วนร่วมกับจังหวะสำคัญหลายครั้ง ขณะที่แนวรุกสามารถสลับตำแหน่งกันได้อย่างไหลลื่น ทำให้นอร์เวย์รับมือได้ยาก
อีกด้านหนึ่ง เกมรับก็ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะเสียไปหนึ่งประตู แต่โดยรวมยังควบคุมจังหวะการแข่งขันไว้ได้เกือบทั้งหมด ก่อนที่ เดซีเร ดูเอ้ จะมายิงปิดท้ายเป็น 4-1 ในช่วงท้ายเกม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ฝรั่งเศสไม่ได้มีอาวุธอยู่ที่เอ็มบัปเป้เพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มมีผู้เล่นหลายคนที่สามารถตัดสินเกมได้
ฝรั่งเศสคือหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดหรือยัง?
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดรอบแบ่งกลุ่ม ฝรั่งเศสยิงได้ถึง 10 ประตูจาก 3 นัด เสียเพียง 2 ประตู พร้อมคว้าชัยชนะทั้งสามเกม สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่จำนวนประตู แต่คือความหลากหลายของเกมรุก
เอ็มบัปเป้ยังเป็นศูนย์กลางของทีม ขณะที่เดมเบเล่กำลังอยู่ในช่วงความมั่นใจสูง ผู้เล่นแนวรุกคนอื่นก็พร้อมสอดขึ้นมายิงได้ตลอดเวลา ทำให้คู่แข่งไม่สามารถโฟกัสการป้องกันที่นักเตะเพียงคนเดียวได้
หากฝรั่งเศสรักษามาตรฐานแบบนี้ต่อไป พวกเขาจะเป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์โลกอย่างไม่ต้องสงสัย
ศึกกับสวีเดนกำลังรออยู่
ในฐานะแชมป์กลุ่ม I ฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย และมีคิวพบกับสวีเดน ส่วนรองแชมป์กลุ่มอย่างนอร์เวย์จะดวลกับโกตดิวัวร์ รอบต่อจากนี้จะเป็นบททดสอบที่ยากขึ้น เพราะทุกทีมต่างผ่านรอบแบ่งกลุ่มมาได้ด้วยคุณภาพของตัวเอง อย่างไรก็ตาม จากฟอร์มที่แสดงออกมาในเกมนี้ ฝรั่งเศสย่อมลงสนามด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
บทสรุป
ชัยชนะ 4-1 เหนือนอร์เวย์ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บสามแต้มเพื่อจบอันดับหนึ่งของกลุ่มเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศให้ทุกทีมในฟุตบอลโลก 2026 รับรู้ว่า ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเอง เดมเบเล่พิสูจน์ว่าเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ได้ในวันที่ทุกคนจับตาเอ็มบัปเป้ ขณะที่ภาพรวมของทีมก็เริ่มลงตัวทั้งเกมรุกและเกมรับ
หากยังรักษาฟอร์มแบบนี้ได้ต่อไป “ตราไก่” จะเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจอในรอบน็อกเอาต์ และมีโอกาสเดินหน้าไปไกลถึงการลุ้นแชมป์โลกอีกครั้ง
อ้างอิง: Reuters และ FIFA Match Centre



![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล vs บอร์นมัธ [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก-ลิเวอร์พูล-vs-บอร์นมัธ.png)
![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก วูล์ฟแฮมป์ตัน vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/วูล์ฟแฮมป์ตัน-vs-แมนเชสเตอร์-ซิตี้.png)
![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ซันเดอร์แลนด์ vs เวสต์แฮม [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/ซันเดอร์แลนด์-vs-เวสต์แฮม.png)