ประกาศ
ยินดีต้อนรับสมาชิกทุกท่านสู่ที่สุดแห่งเว็บคาสิโนออนไลน์ครบวงจร AMBMAX.VIP พิเศษ! สมาชิกใหม่วันนี้รับโบนัส 350% | โปรฝาก 200 รับ 400 | โปรฝาก 100 รับ 200 | โปรฝาก 300 รับ 600 | แจกเครดิตฟรีทุกวัน ทุกยูส รับได้ไม่จำกัด พร้อมแอดมินดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

อังกฤษ vs อาร์เจนตินา ไม่ใช่แค่รอบรองฯ! เปิดประวัติศาสตร์คู่แค้นที่กลับมาเจอกันในบอลโลกหลัง 24 ปี

อังกฤษ vs อาร์เจนตินา ไม่ใช่แค่รอบรองฯ! เปิดประวัติศาสตร์คู่แค้นที่กลับมาเจอกันในบอลโลกหลัง 24 ปี

ฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศกำลังจะพาแฟนบอลย้อนกลับไปสัมผัสหนึ่งในคู่ปรับที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อ อังกฤษ พบ อาร์เจนตินา เช้าวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยผู้ชนะจะผ่านเข้าไปพบสเปนในรอบชิงชนะเลิศ แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีต นี่ไม่ใช่แค่เกมเพื่อแย่งตั๋วเข้าชิง เพราะทุกครั้งที่ “สิงโตคำราม” และ “ฟ้าขาว” เจอกันในฟุตบอลโลก มักมีทั้งดราม่า ความขัดแย้ง และเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงข้ามยุคเสมอ

24 ปีที่รอคอย อังกฤษและอาร์เจนตินากลับมาเจอกันอีกครั้ง

ครั้งล่าสุดที่อังกฤษและอาร์เจนตินาพบกันในฟุตบอลโลก ต้องย้อนกลับไปถึงปี 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่น อังกฤษเฉือนชนะ 1-0 จากจุดโทษของ เดวิด เบ็คแฮม เกมดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการล้างแค้นส่วนตัวของเขา หลังเคยถูกใบแดงในเกมพบอาร์เจนตินาเมื่อฟุตบอลโลก 1998

จากวันนั้นถึงฟุตบอลโลก 2026 เวลาผ่านไปถึง 24 ปี นักเตะเปลี่ยนยุค เรื่องราวหลายอย่างกลายเป็นประวัติศาสตร์ แต่ความรู้สึกของการเป็น “คู่แค้น” ไม่เคยหายไป และครั้งนี้ทั้งสองชาติกลับมาเจอกันในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งมีเดิมพันสูงกว่าการพบกันในรอบแบ่งกลุ่มเมื่อปี 2002 อย่างชัดเจน

จุดเริ่มต้นความเดือด ฟุตบอลโลก 1966 และใบแดงของ อันโตนิโอ รัตติน

หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของความบาดหมางบนสนามฟุตบอลเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1966 รอบก่อนรองชนะเลิศที่เวมบลีย์ อังกฤษชนะอาร์เจนตินา 1-0 แต่เกมดังกล่าวเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดย อันโตนิโอ รัตติน กัปตันทีมอาร์เจนตินาถูกไล่ออกจากสนามจากการตัดสินที่ฝ่ายอาร์เจนตินามองว่าเป็นข้อกังขา

หลังเกม อัลฟ์ แรมซีย์ กุนซืออังกฤษในเวลานั้นยังใช้ถ้อยคำรุนแรงกล่าวถึงคู่แข่ง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เกมฟุตบอลธรรมดากลายเป็นความขัดแย้งที่ฝังอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลทั้งสองชาติ ก่อนอังกฤษจะเดินหน้าคว้าแชมป์โลกสมัยแรกและสมัยเดียวของพวกเขาจนถึงปัจจุบัน

1986 “หัตถ์พระเจ้า” และเกมที่เปลี่ยนมาราโดนาเป็นตำนาน

หากมีหนึ่งเกมที่ทำให้ อังกฤษ vs อาร์เจนตินา กลายเป็นคู่แค้นระดับโลก คงหนีไม่พ้นฟุตบอลโลก 1986 รอบก่อนรองชนะเลิศ

เกมดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสี่ปีหลังความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ทำให้บรรยากาศก่อนการแข่งขันเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มากกว่าฟุตบอล ก่อนที่ ดิเอโก มาราโดนา จะสร้างสองช่วงเวลาที่ถูกบันทึกไว้ตลอดกาล

ประตูแรกคือ “Hand of God” หรือ “หัตถ์พระเจ้า” เมื่อมาราโดนาใช้มือเล่นบอลผ่าน ปีเตอร์ ชิลตัน เข้าประตูโดยผู้ตัดสินไม่เห็นเหตุการณ์ ส่วนอีกประตูเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อเขาลากบอลผ่านนักเตะอังกฤษหลายคนก่อนยิงเข้าไปอย่างเหนือชั้น จนได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็นหนึ่งในประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก อาร์เจนตินาชนะ 2-1 และเดินหน้าคว้าแชมป์โลกในปีนั้น

สองประตูในเกมเดียวสะท้อนภาพของมาราโดนาได้อย่างน่าสนใจ ด้านหนึ่งคือความเจ้าเล่ห์ที่สร้างข้อถกเถียง แต่อีกด้านคือพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะที่แทบไม่มีใครหยุดได้

ฟุตบอลโลก 1998 ใบแดงเบ็คแฮมและฝันร้ายของอังกฤษ

อีกหนึ่งบทสำคัญเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1998 รอบ 16 ทีมสุดท้าย อังกฤษเสมออาร์เจนตินา 2-2 ก่อนที่จุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ถูกใบแดงจากจังหวะเล่นนอกเกมใส่ ดิเอโก ซิเมโอเน

อังกฤษต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คน และสุดท้ายพ่ายในการดวลจุดโทษ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เบ็คแฮมตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนักจากสื่อและแฟนบอลในประเทศ โดยอดีตเพื่อนร่วมทีมชาติบางรายมองว่ากระแสโจมตีที่เขาได้รับรุนแรงเกินกว่าเหตุ

สำหรับแฟนบอลอังกฤษ ฟุตบอลโลก 1998 จึงไม่ได้ถูกจดจำเพียงเพราะการตกรอบ แต่ยังเป็นหนึ่งในบาดแผลสำคัญของยุค “โกลเดน เจเนอเรชัน” ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น

ปี 2002 เบ็คแฮมกลับมาล้างแค้นสำเร็จ

สี่ปีหลังฝันร้ายที่ฝรั่งเศส เบ็คแฮมได้โอกาสเผชิญหน้าอาร์เจนตินาอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2002 และครั้งนี้เขาเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ

เมื่ออังกฤษได้จุดโทษ เบ็คแฮมรับหน้าที่สังหารด้วยตัวเองและยิงประตูชัยพาทีมชนะ 1-0 ชัยชนะครั้งนั้นมีความหมายมากกว่าสามคะแนน เพราะถูกมองว่าเป็นการปิดบาดแผลจากใบแดงในปี 1998 และเป็นการกลับมาของนักเตะที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น “ตัวร้าย” ของชาติ

นั่นคือการพบกันครั้งล่าสุดของทั้งสองชาติในฟุตบอลโลก ก่อนที่เส้นทางของพวกเขาจะแยกจากกันนานถึง 24 ปี

สถิติฟุตบอลโลก อังกฤษยังเหนือกว่า แต่ตัวเลขอาจไม่มีความหมายในเกมนี้

ก่อนฟุตบอลโลก 2026 อังกฤษและอาร์เจนตินาเคยพบกันในเวทีฟุตบอลโลก 5 ครั้ง อังกฤษชนะในปี 1962, 1966 และ 2002 ขณะที่อาร์เจนตินาชนะในปี 1986 ส่วนเกมปี 1998 จบเสมอก่อนฟ้าขาวผ่านเข้ารอบด้วยการดวลจุดโทษ

หากดูเฉพาะตัวเลข อังกฤษอาจมีสถิติที่เหนือกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองชาติต่างเคยกำจัดอีกฝ่ายออกจากเส้นทาง ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์โลก อังกฤษทำได้ในปี 1966 ส่วนอาร์เจนตินาทำได้ในปี 1986

ฟุตบอลโลก 2026 จึงมีคำถามที่น่าสนใจว่า ประวัติศาสตร์กำลังจะเกิดซ้ำอีกครั้งหรือไม่?

จาก Maradona vs Lineker สู่ Messi vs Kane

ฟุตบอลเปลี่ยนไปมากในรอบ 24 ปี แต่สิ่งหนึ่งที่เกมนี้ยังมีเหมือนเดิมคือการเผชิญหน้าของนักเตะระดับโลก

อาร์เจนตินามี ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมที่พาชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 และกำลังนำทีมป้องกันแชมป์ ขณะที่อังกฤษมี แฮร์รี เคน เป็นหนึ่งในผู้นำของทีมชุดที่พยายามพา “สิงโตคำราม” กลับเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1966

แต่เกมนี้ไม่ได้มีเพียง Messi vs Kane เท่านั้น อังกฤษยังมี จูด เบลลิงแฮม เป็นตัวขับเคลื่อนเกมแดนกลาง ส่วนอาร์เจนตินามีขุมกำลังที่ผ่านประสบการณ์เกมใหญ่และรู้วิธีเอาตัวรอดในฟุตบอลรอบน็อกเอาต์

นี่จึงเป็นการปะทะกันระหว่างทีมที่กำลังไล่ตาม “แชมป์โลกครั้งที่สอง” กับทีมที่ต้องการป้องกันบัลลังก์และเพิ่มดาวดวงที่สี่บนตราสมาคม

อังกฤษ vs อาร์เจนตินา เกมที่อดีตจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง?

แม้กุนซือและนักเตะยุคปัจจุบันจะพยายามมองเกมนี้ในฐานะการแข่งขันฟุตบอล แต่ประวัติศาสตร์ของ อังกฤษ vs อาร์เจนตินา ยากเกินกว่าจะถูกมองข้าม จากใบแดงปี 1966, “หัตถ์พระเจ้า” ของมาราโดนา, ใบแดงของเบ็คแฮม จนถึงจุดโทษล้างแค้นในปี 2002 ทุกยุคของคู่นี้ล้วนมีเหตุการณ์ที่กลายเป็นภาพจำของฟุตบอลโลก

หลังจากรอคอยมานาน 24 ปี ทั้งสองชาติกลับมาเจอกันอีกครั้ง และคราวนี้เดิมพันคือตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เพื่อพบกับสเปน

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า อังกฤษหรืออาร์เจนตินา ใครจะชนะ? แต่คือฟุตบอลโลกครั้งนี้กำลังจะเพิ่ม “เหตุการณ์ระดับตำนาน” บทใหม่ให้กับคู่แค้นคู่นี้อีกหรือไม่

อ่านต่อ: ฝรั่งเศสล้างแค้นไม่สำเร็จ! ทำไมสเปนถึงกลายเป็น ‘ของแสลง’ ของตราไก่ยุคนี้?