ประกาศ
ยินดีต้อนรับสมาชิกทุกท่านสู่ที่สุดแห่งเว็บคาสิโนออนไลน์ครบวงจร AMBMAX.VIP พิเศษ! สมาชิกใหม่วันนี้รับโบนัส 350% | โปรฝาก 200 รับ 400 | โปรฝาก 100 รับ 200 | โปรฝาก 300 รับ 600 | แจกเครดิตฟรีทุกวัน ทุกยูส รับได้ไม่จำกัด พร้อมแอดมินดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

อังกฤษ vs อาร์เจนตินา รีแมตช์แห่งประวัติศาสตร์! ศึกที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย

อังกฤษ vs อาร์เจนตินา รีแมตช์แห่งประวัติศาสตร์! ศึกที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย

ฟุตบอลโลก 2026 เดินทางเข้าสู่รอบรองชนะเลิศพร้อมคู่แข่งขันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อทีมชาติอังกฤษเตรียมพบกับแชมป์เก่าอาร์เจนตินา ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา โดยผู้ชนะจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับฝรั่งเศสหรือสเปน

นี่ไม่ใช่เพียงการแย่งตั๋วเข้าชิงฟุตบอลโลก แต่เป็นการกลับมาพบกันของสองชาติที่เคยสร้างทั้งเกมระดับตำนาน ประตูที่โลกไม่ลืม ความขัดแย้งในสนาม และบาดแผลที่ฝังอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลมาหลายยุค ตั้งแต่เหตุการณ์ในฟุตบอลโลก 1966 ประตู “หัตถ์พระเจ้า” ของดีเอโก มาราโดนาในปี 1986 ใบแดงของเดวิด เบ็คแฮมในปี 1998 จนถึงจุดโทษล้างแค้นของเขาในปี 2002

อังกฤษและอาร์เจนตินาเคยพบกันในฟุตบอลโลกมาแล้ว 5 ครั้ง ก่อนการดวลกันในปี 2026 โดยอังกฤษชนะ 3 ครั้ง อาร์เจนตินาชนะในเวลา 1 ครั้ง และอีกหนึ่งเกมจบเสมอก่อนที่อาร์เจนตินาจะผ่านเข้ารอบด้วยการดวลจุดโทษ นี่จึงเป็นการพบกันบนเวทีฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 24 ปี และเป็นเกมที่คนรุ่นใหม่กำลังจะเขียนบทต่อจากสิ่งที่มาราโดนา เบ็คแฮม ไมเคิล โอเวน และกาเบรียล บาติสตูตาเคยทิ้งเอาไว้

อังกฤษผ่านนอร์เวย์ด้วยหัวใจและความเด็ดขาดของเบลลิงแฮม

เส้นทางเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของอังกฤษไม่ได้ราบรื่น ทีมของโธมัส ทูเคิลต้องออกแรงถึง 120 นาทีในรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนพลิกเอาชนะนอร์เวย์ 2-1 จากการเหมาสองประตูของจู๊ด เบลลิงแฮม

อังกฤษตกเป็นฝ่ายตามหลังจากประตูของอันเดรียส เชลเดอรุป แต่เบลลิงแฮมช่วยตีเสมอในช่วงทดเวลาครึ่งแรก ก่อนตามซ้ำลูกที่ผู้รักษาประตูนอร์เวย์ปัดออกมาไม่พ้นอันตรายในนาที 93 กลายเป็นประตูชัยช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับจากปี 2018

แม้ชนะ แต่ทั้งทูเคิลและแฮร์รี เคนต่างยอมรับตรงกันว่าอังกฤษยังสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ เคนกล่าวหลังเกมว่าทีมยังไปไม่ถึงระดับสูงสุดของตัวเอง ขณะที่สภาพอากาศร้อนและความชื้นสูงในไมอามีทำให้การแข่งขันหนักกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าจุดแข็งของอังกฤษคือการมีนักเตะที่สามารถตัดสินเกมได้ และความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในทีม

ประเด็นนี้อาจมีความสำคัญมากในเกมกับอาร์เจนตินา เพราะฟุตบอลรอบรองชนะเลิศไม่ได้ตัดสินกันเฉพาะทีมที่เล่นสวยกว่า แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าใครรับมือแรงกดดันได้ดีกว่า และใครสามารถฉวยโอกาสจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว

อาร์เจนตินาต้องต่อเวลาปราบสวิตเซอร์แลนด์

ฝั่งอาร์เจนตินาก็ต้องเหนื่อยไม่ต่างกันในรอบก่อนรองชนะเลิศ หลังเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์ 3-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ทำประตูให้อาร์เจนตินาขึ้นนำในครึ่งแรก ก่อนดาน เอ็นดอย ตีเสมอให้สวิตเซอร์แลนด์ในครึ่งหลัง เกมต้องลากเข้าสู่ช่วงต่อเวลา กระทั่งฮูเลียน อัลบาเรซ ยิงประตูสำคัญในนาที 112 และเลาตาโร มาร์ติเนซทำประตูปิดท้าย ส่งแชมป์เก่าผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของอาร์เจนตินาก็มาพร้อมข้อถกเถียง เมื่อสวิตเซอร์แลนด์ต้องเหลือผู้เล่น 10 คนจากใบแดงของบรีล เอ็มโบโล หลังการตรวจสอบวิดีโอ ซึ่งมูรัต ยาคิน กุนซือสวิตเซอร์แลนด์มองว่าเป็นคำตัดสินที่ไม่ยุติธรรมและส่งผลต่อทิศทางของเกม

ลิโอเนล สกาโลนียอมรับว่าอาร์เจนตินาเจอปัญหาในการรับมือความแข็งแกร่งทางร่างกายของสวิตเซอร์แลนด์ แต่การที่ทีมยังสามารถหาทางชนะได้สะท้อนถึงประสบการณ์และความลึกของขุมกำลัง เพราะตัวสำรองอย่างโฮเซ โลเปซและเลาตาโรสามารถเข้ามาสร้างผลกระทบในช่วงที่เกมกำลังตึงเครียดได้

การพบกันที่มีความหมายมากกว่าเกมฟุตบอลทั่วไป

ความเป็นคู่ปรับระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินาไม่ได้เกิดจากเกมใดเกมหนึ่ง แต่สะสมมาจากการแข่งขันหลายยุค รวมถึงบริบทนอกสนามที่ทำให้ทุกครั้งที่ทั้งสองชาติพบกัน บรรยากาศมักเข้มข้นกว่าการแข่งขันทั่วไป

ก่อนเกมรอบรองชนะเลิศ สกาโลนีพยายามลดอุณหภูมิของกระแสข่าว โดยยืนยันว่าเกมนี้ควรถูกมองว่าเป็นการแข่งขันฟุตบอลกับคู่แข่งที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่การนำเรื่องการเมืองหรือความขัดแย้งในอดีตกลับมาสร้างแรงกดดันเพิ่มเติม

ท่าทีดังกล่าวเข้าใจได้ เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ของทั้งสองทีมในปี 2026 ยังไม่เกิดในวันที่มาราโดนายิงประตูใส่อังกฤษเมื่อปี 1986 และหลายคนยังเป็นเด็กในครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองชาติพบกัน แต่สำหรับแฟนบอล ประวัติศาสตร์เหล่านั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของความหมายในเกมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ย้อน 5 เกมฟุตบอลโลกที่สร้างตำนานอังกฤษ–อาร์เจนตินา

1. ฟุตบอลโลก 1962: อังกฤษชนะ 3-1

การพบกันครั้งแรกบนเวทีฟุตบอลโลกเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่มปี 1962 ที่ประเทศชิลี อังกฤษเป็นฝ่ายเอาชนะอาร์เจนตินา 3-1 และวางรากฐานของการเป็นคู่แข่งขันที่เต็มไปด้วยการปะทะและความดุเดือด

2. ฟุตบอลโลก 1966: เกมที่เริ่มสร้างความบาดหมาง

ทั้งสองทีมกลับมาพบกันในรอบก่อนรองชนะเลิศที่เวมบลีย์ อังกฤษชนะ 1-0 จากประตูของเจฟฟ์ เฮิร์สต์ ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์โลกเพียงสมัยเดียวของประเทศ

แต่เกมดังกล่าวถูกจดจำจากการที่อันโตนิโอ รัตติน กัปตันทีมอาร์เจนตินาถูกไล่ออกจากสนาม และมีความสับสนระหว่างเขากับผู้ตัดสินชาวเยอรมัน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถสื่อสารกันได้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาระบบใบเหลืองและใบแดงในเวลาต่อมา

อังกฤษ vs อาร์เจนตินา รีแมตช์แห่งประวัติศาสตร์! ศึกที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย
ภาพฟุตบอลโลก 1986

3. ฟุตบอลโลก 1986: หัตถ์พระเจ้าและประตูแห่งศตวรรษ

ไม่มีเกมใดนิยามความเป็นคู่ปรับของสองชาตินี้ได้ชัดเจนเท่ารอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก

มาราโดนาทำสองประตูซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ประตูแรกเกิดจากการใช้มือชกบอลผ่านปีเตอร์ ชิลตัน ก่อนถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า “หัตถ์พระเจ้า” ส่วนประตูที่สองเกิดจากการเลี้ยงบอลผ่านผู้เล่นอังกฤษหลายคนจากแดนตัวเอง และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

อาร์เจนตินาชนะ 2-1 และเดินหน้าคว้าแชมป์โลกในปีนั้น โดยชัยชนะเหนืออังกฤษถือเป็นหนึ่งในเกมสำคัญที่สุดบนเส้นทางสู่ตำแหน่งแชมป์

4. ฟุตบอลโลก 1998: โอเวนแจ้งเกิด เบ็คแฮมถูกไล่ออก

เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ฝรั่งเศสในปี 1998 มีทุกสิ่งที่ฟุตบอลน็อกเอาต์ควรมี ทั้งจุดโทษ ประตูระดับคลาสสิก ใบแดง และการดวลจุดโทษ

ไมเคิล โอเวน แจ้งเกิดบนเวทีโลกด้วยการลากบอลผ่านแนวรับอาร์เจนตินาก่อนยิงประตูสุดสวย แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดวิด เบ็คแฮมถูกไล่ออกจากสนาม หลังเตะตอบโต้ดีเอโก ซิเมโอเน

อังกฤษที่เหลือ 10 คนประคองเกมจนเสมอ 2-2 ก่อนแพ้ในการดวลจุดโทษ 3-4 เหตุการณ์นั้นทำให้เบ็คแฮมถูกวิจารณ์อย่างหนักเมื่อกลับอังกฤษ แต่ต่อมาก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ตัวเองครั้งสำคัญในอาชีพ

5. ฟุตบอลโลก 2002: จุดโทษล้างแค้นของเบ็คแฮม

สี่ปีหลังฝันร้ายในฝรั่งเศส เบ็คแฮมได้รับโอกาสเผชิญหน้าอาร์เจนตินาอีกครั้งในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2002

เขายิงจุดโทษเป็นประตูชัยให้อังกฤษชนะ 1-0 และปลดปล่อยแรงกดดันที่ติดตัวมาตั้งแต่ใบแดงในปี 1998 เกมนั้นยังเป็นการพบกันบนเวทีฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดของทั้งสองชาติ ก่อนกลับมาดวลกันอีกครั้งในปี 2026

จากมาราโดนา–เบ็คแฮม สู่เบลลิงแฮม–อัลบาเรซ

ฟุตบอลโลก 2026 ไม่มีมาราโดนา ไม่มีเบ็คแฮม และไม่ได้มีนักเตะที่ลงสนามเพื่อแก้แค้นแทนผู้เล่นรุ่นก่อน แต่ทั้งสองทีมกำลังมีตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างภาพจำชุดใหม่ให้การแข่งขันคู่นี้

จู๊ด เบลลิงแฮมกำลังเป็นผู้เล่นสำคัญที่สุดของอังกฤษในทัวร์นาเมนต์ หลังยิงสองประตูในรอบ 16 ทีมกับเม็กซิโก และเหมาสองประตูอีกครั้งในเกมกับนอร์เวย์ ทำให้เขากับแฮร์รี เคนช่วยกันทำถึง 12 จาก 13 ประตูของอังกฤษในรายการนี้

เบลลิงแฮมอันตรายเป็นพิเศษจากการสอดเข้าไปในกรอบเขตโทษ การเล่นบอลจังหวะสอง และความสามารถในการปรากฏตัวในพื้นที่สำคัญ เขาอาจไม่ใช่กองหน้าตัวเป้า แต่กำลังทำหน้าที่เหมือนผู้เล่นที่สามารถตัดสินผลการแข่งขันได้มากที่สุดคนหนึ่งของฟุตบอลโลก

ด้านอาร์เจนตินามีฮูเลียน อัลบาเรซ ซึ่งเพิ่งยิงประตูสำคัญในช่วงต่อเวลาพิเศษกับสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงเลาตาโร มาร์ติเนซที่พร้อมเข้ามาเปลี่ยนเกมจากม้านั่งสำรอง ขณะเดียวกันลิโอเนล เมสซียังคงเป็นศูนย์กลางด้านความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ของทีม แม้จะไม่สามารถทำประตูในรอบก่อนรองชนะเลิศได้ก็ตาม

จุดตัดสินเกม: ใครจะควบคุมแดนกลางได้ดีกว่า

อังกฤษกับอาร์เจนตินาต่างมีคุณภาพในแดนกลาง แต่รูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน

อังกฤษต้องการให้เดแคลน ไรซ์ช่วยควบคุมพื้นที่หน้าแนวรับ ขณะที่เบลลิงแฮมมีอิสระขยับขึ้นไปใกล้กรอบเขตโทษ หากอังกฤษปล่อยให้เบลลิงแฮมเล่นเกมรุกได้โดยไม่ต้องถอยลงมารับมากเกินไป โอกาสสร้างความเสียหายให้แนวรับอาร์เจนตินาจะเพิ่มขึ้นทันที

อาร์เจนตินามีแม็ค อัลลิสเตอร์และเอ็นโซ เฟร์นันเดซเป็นตัวเชื่อมเกม พร้อมใช้การเคลื่อนที่ของแนวรุกดึงกองหลังออกจากตำแหน่ง พวกเขาอาจไม่ได้ครองบอลมากกว่าอังกฤษตลอดเวลา แต่มีประสบการณ์สูงในการเปลี่ยนจังหวะธรรมดาให้กลายเป็นโอกาสทำประตู

เกมจึงอาจถูกตัดสินจากจังหวะหลังเสียบอล หากอังกฤษดันผู้เล่นขึ้นสูงแล้วเสียบอลกลางสนาม อาร์เจนตินามีคุณภาพมากพอจะสวนกลับและลงโทษทันที ในทางกลับกัน หากอังกฤษเพรสจนบังคับให้อาร์เจนตินาเสียบอลใกล้กรอบเขตโทษ เบลลิงแฮมและเคนก็พร้อมสร้างความแตกต่างเช่นกัน

อังกฤษต้องหยุดเมสซีอย่างไร

แม้เมสซีในปี 2026 จะไม่ได้เล่นด้วยความเร็วแบบช่วงพีก แต่ความสามารถในการอ่านเกมและจ่ายบอลยังคงสร้างปัญหาให้ทุกทีม

อังกฤษไม่ควรใช้ผู้เล่นคนเดียวตามประกบตลอดสนาม เพราะจะเปิดพื้นที่บริเวณอื่นมากเกินไป วิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าคือการปิดเส้นทางจ่ายบอลเข้าหาเมสซี และบังคับให้เขารับบอลในพื้นที่ห่างจากกรอบเขตโทษ

ไรซ์และกองกลางอังกฤษต้องสื่อสารกับแนวรับให้ดี เพราะเมสซีมักถอยลงมารับบอลก่อนจ่ายทะลุให้ผู้เล่นอย่างอัลบาเรซวิ่งโจมตีด้านหลัง หากอังกฤษมัวแต่จับตาผู้ถือบอลและปล่อยให้กองหน้าอาร์เจนตินาเคลื่อนที่อย่างอิสระ แนวรับอาจถูกแยกออกจากกันได้ง่าย

อาร์เจนตินาจะรับมือเบลลิงแฮมและเคนอย่างไร

ปัญหาของอาร์เจนตินาไม่ได้อยู่ที่การหยุดเคนเพียงคนเดียว เพราะกองหน้ากัปตันทีมอังกฤษสามารถถอยลงมาพักบอลและดึงเซ็นเตอร์แบ็กออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดช่องให้เบลลิงแฮมสอดเข้าไปด้านหลัง

หากแนวรับอาร์เจนตินาตามเคนออกมาไกลเกินไป พื้นที่ตรงกลางจะถูกเปิด แต่หากปล่อยให้เขารับบอลโดยไม่มีแรงกดดัน อังกฤษก็สามารถต่อเกมบริเวณหน้ากรอบเขตโทษได้สะดวก

สกาโลนีจึงอาจใช้กองกลางคอยประกบเคนเมื่อเขาถอยต่ำ และให้เซ็นเตอร์แบ็กรักษาตำแหน่งเพื่อจับการวิ่งของเบลลิงแฮม วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่อังกฤษจะใช้การสลับตำแหน่งเล่นงานแนวรับ แต่ก็ต้องแลกกับการใช้ผู้เล่นจำนวนมากป้องกันพื้นที่ตรงกลาง

ประสบการณ์น็อกเอาต์อาจเป็นข้อได้เปรียบของอาร์เจนตินา

อาร์เจนตินาเข้าสู่เกมนี้ในฐานะแชมป์เก่าและผ่านการแข่งขันที่เต็มไปด้วยแรงกดดันมาแล้วหลายครั้ง ผู้เล่นแกนหลักจำนวนมากเคยอยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์โลก 2022 และรู้ว่าควรบริหารเกมอย่างไรเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน

อังกฤษเองก็ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศรายการใหญ่ถึง 4 จาก 5 ทัวร์นาเมนต์หลังสุด แสดงให้เห็นว่าทีมมีความสม่ำเสมอในระดับสูง แต่ภารกิจสำคัญยังคงเป็นการเปลี่ยนการเข้ารอบลึกให้กลายเป็นถ้วยแชมป์

แชมป์โลกเพียงสมัยเดียวของอังกฤษเกิดขึ้นในปี 1966 และตลอด 60 ปีต่อมา พวกเขาผ่านรอบก่อนรองชนะเลิศได้เพียงไม่กี่ครั้ง การเข้าสู่รอบรองชนะเลิศปี 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการยุติการรอคอยอันยาวนาน

สภาพร่างกายอาจมีผลหลังเล่น 120 นาทีทั้งคู่

สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งอังกฤษและอาร์เจนตินาต่างเพิ่งผ่านการแข่งขัน 120 นาทีมาเหมือนกัน ทำให้ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบอย่างชัดเจนด้านความสด

อังกฤษต้องเล่นภายใต้ความร้อนและความชื้นสูงในไมอามี ส่วนอาร์เจนตินาต้องใช้พลังงานอย่างมากในการเจาะแนวรับสวิตเซอร์แลนด์ที่เหลือผู้เล่น 10 คนแต่ยังต้านทานได้จนถึงช่วงท้ายของการต่อเวลา

การฟื้นฟูสภาพร่างกาย การเลือกผู้เล่นตัวจริง และจังหวะเปลี่ยนตัวจึงมีความสำคัญมาก ทูเคิลกับสกาโลนีอาจต้องตัดสินใจว่าควรยึดทีมชุดเดิมเพื่อรักษาความต่อเนื่อง หรือเติมผู้เล่นที่สดกว่าเพื่อรับมือการแข่งขันที่อาจลากยาวอีกครั้ง

วิเคราะห์บอล อังกฤษหรืออาร์เจนตินาใครได้เปรียบ

หากวัดจากประสบการณ์ในเกมชี้เป็นชี้ตาย อาร์เจนตินาดูเหนือกว่าเล็กน้อย พวกเขามีโครงสร้างทีมจากชุดแชมป์โลก มีผู้เล่นที่รู้วิธีชะลอเกม เร่งเกม และควบคุมอารมณ์ในช่วงที่ความกดดันสูง

อย่างไรก็ตาม อังกฤษมีความสดใหม่และมีผู้เล่นเกมรุกที่กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจ โดยเฉพาะเบลลิงแฮม ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถเปลี่ยนเกมได้ทั้งจากการยิงไกล การสอดเข้าเขตโทษ และการเล่นลูกจังหวะสอง

อังกฤษอาจได้เปรียบด้านพละกำลังและลูกกลางอากาศ ส่วนอาร์เจนตินาได้เปรียบด้านประสบการณ์ ความเข้าใจเกม และประสิทธิภาพจากการเปลี่ยนตัว เกมนี้จึงไม่น่ามีฝ่ายใดครองสถานการณ์แบบเบ็ดเสร็จ และมีโอกาสถูกตัดสินจากรายละเอียดเพียงเล็กน้อย เช่น ลูกตั้งเตะ ความผิดพลาดของแนวรับ หรือจังหวะมหัศจรรย์จากผู้เล่นระดับโลก

บทสรุป

อังกฤษพบอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เป็นเพียงรอบรองชนะเลิศระหว่างสองทีมระดับแนวหน้า แต่เป็นการเปิดบทใหม่ของหนึ่งในคู่แข่งขันที่มีเรื่องราวเข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

แฟนบอลรุ่นก่อนเคยเห็นมาราโดนาใช้มือทำประตู เคยเห็นเขาเลี้ยงผ่านแนวรับอังกฤษทั้งทีม เคยเห็นโอเวนแจ้งเกิด เบ็คแฮมถูกไล่ออก และกลับมายิงจุดโทษล้างแค้น ส่วนนักเตะรุ่นปัจจุบันกำลังมีโอกาสสร้างภาพจำชุดใหม่ด้วยชื่อของเบลลิงแฮม เคน อัลบาเรซ แม็ค อัลลิสเตอร์ และเมสซี

อังกฤษกำลังตามหาแชมป์โลกครั้งแรกในรอบ 60 ปี ขณะที่อาร์เจนตินาต้องการรักษาโอกาสป้องกันแชมป์และคว้าถ้วยสมัยที่ 4 ไม่มีทีมใดต้องการให้เส้นทางจบลงในแอตแลนตา และไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร เกมนี้มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งบทสำคัญของตำนานอังกฤษ–อาร์เจนตินาที่แฟนบอลจะพูดถึงไปอีกนาน

อ่านต่อ: เบลลิงแฮมซัดชัยต่อเวลา ดับนอร์เวย์ 2-1 ลิ่วตัดเชือกฟุตบอลโลก 2026