ประกาศ
ยินดีต้อนรับสมาชิกทุกท่านสู่ที่สุดแห่งเว็บคาสิโนออนไลน์ครบวงจร AMBMAX.VIP พิเศษ! สมาชิกใหม่วันนี้รับโบนัส 350% | โปรฝาก 200 รับ 400 | โปรฝาก 100 รับ 200 | โปรฝาก 300 รับ 600 | แจกเครดิตฟรีทุกวัน ทุกยูส รับได้ไม่จำกัด พร้อมแอดมินดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ทำความรู้จัก “อิปสวิช ทาวน์” เดอะ แทรกเตอร์ บอยส์ คืนพรีเมียร์ลีกทันที พร้อมเริ่มยุคใหม่ของ แกรี โอนีล

ทำความรู้จัก “อิปสวิช ทาวน์” เดอะ แทรกเตอร์ บอยส์ คืนพรีเมียร์ลีกทันที พร้อมเริ่มยุคใหม่ของ แกรี โอนีล

อิปสวิช ทาวน์ (Ipswich Town) คือหนึ่งในสามทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2026/27 ร่วมกับโคเวนทรี ซิตี้ และฮัลล์ ซิตี้ แต่เส้นทางของ “เดอะ แทรกเตอร์ บอยส์” แตกต่างจากอีกสองสโมสรอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาเพิ่งตกจากพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2024/25 ก่อนใช้เวลาในแชมเปียนชิพเพียงปีเดียวแล้วคว้ารองแชมป์ฤดูกาล 2025/26 กลับสู่ลีกสูงสุดทันที นับเป็นการเลื่อนชั้นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 ฤดูกาลของสโมสร และการกลับมาครั้งนี้ยังมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ คีแรน แม็คเคนนา ผู้สร้างทีมชุดประวัติศาสตร์อำลาตำแหน่ง และ แกรี โอนีล (Gary O’Neil) เข้ามารับภารกิจพาทีมเอาตัวรอดในพรีเมียร์ลีกแทน

อิปสวิช ทาวน์ คือใคร? ทำความรู้จัก “The Tractor Boys”

อิปสวิช ทาวน์ เป็นสโมสรฟุตบอลจากเมืองอิปสวิช ในมณฑลซัฟฟอล์ก ทางตะวันออกของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1878 ในฐานะสโมสรสมัครเล่น ก่อนเปลี่ยนสถานะเป็นสโมสรอาชีพในปี 1936 และได้รับเลือกเข้าสู่ระบบฟุตบอลลีกอังกฤษในปี 1938

ทีมมีสีประจำสโมสรคือ สีน้ำเงินและสีขาว และมีฉายาที่แฟนบอลอังกฤษคุ้นเคยว่า “The Tractor Boys” หรือ “เดอะ แทรกเตอร์ บอยส์” ซึ่งเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ทางการเกษตรของภูมิภาคซัฟฟอล์กและอีสต์แองเกลีย

สนามเหย้าของพวกเขาคือ Portman Road สนามฟุตบอลเก่าแก่ใจกลางเมืองอิปสวิช ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของการเดินทางอันน่าทึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเล่นใน League One จนกลับมารับมือสโมสรระดับพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

แต่หากคิดว่าอิปสวิชเป็นเพียงสโมสรเล็กที่เพิ่งสร้างชื่อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจต้องคิดใหม่ เพราะประวัติศาสตร์ของทีมนี้มีทั้ง แชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษ, FA Cup และ UEFA Cup

อิปสวิชเคยเป็น “แชมป์อังกฤษ”

หนึ่งในเรื่องที่แฟนบอลรุ่นใหม่อาจไม่รู้คือ อิปสวิช ทาวน์ เคยเป็น แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการแต่งตั้ง อัลฟ์ แรมซีย์ (Alf Ramsey) เป็นผู้จัดการทีม เขาพาอิปสวิชคว้าแชมป์ Third Division South ฤดูกาล 1956/57 ก่อนพาทีมขึ้นสู่ First Division และสร้างเรื่องเหลือเชื่อด้วยการคว้า แชมป์ลีกสูงสุดฤดูกาล 1961/62 ทั้งที่เพิ่งเลื่อนขึ้นมาเล่นระดับสูงสุด

หลังจากนั้นแรมซีย์อำลาอิปสวิชเพื่อรับงานคุมทีมชาติอังกฤษ และอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมา เขาก็กลายเป็นกุนซือที่พาอังกฤษคว้า ฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังเป็นแชมป์โลกครั้งเดียวของทีมชาติอังกฤษ

เพียงเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า แม้อิปสวิชอาจไม่ได้มีขนาดสโมสรเทียบเท่าแมนยู ลิเวอร์พูล หรืออาร์เซนอล แต่พวกเขามีสถานะสำคัญอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

ยุคทองของ เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน

หากยุคของแรมซีย์ทำให้อิปสวิชกลายเป็นแชมป์อังกฤษ อีกหนึ่งบุคคลที่ยกระดับสโมสรขึ้นไปบนเวทียุโรปคือ บ็อบบี ร็อบสัน (Bobby Robson)

ร็อบสันเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 1969 ก่อนสร้างทีมที่กลายเป็นหนึ่งในขุมกำลังชั้นนำของฟุตบอลอังกฤษช่วงทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980

ความสำเร็จสำคัญคือการคว้า FA Cup ปี 1978 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งสโมสร ก่อนที่ทีมของร็อบสันจะก้าวไปอีกระดับด้วยการคว้า UEFA Cup ปี 1981

ร็อบสันเองก็เดินตามเส้นทางคล้ายกับแรมซีย์ เพราะหลังฟุตบอลโลก 1982 เขาอำลาอิปสวิชเพื่อรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

นั่นหมายความว่าสองกุนซือระดับตำนานของทีมชาติอังกฤษอย่าง Alf Ramsey และ Bobby Robson ต่างมีช่วงเวลาสำคัญในการสร้างชื่อกับอิปสวิช ทาวน์มาก่อน

เคยจบอันดับ 5 พรีเมียร์ลีก ก่อนหายจากลีกสูงสุด 22 ปี

อิปสวิชยังเคยสร้างผลงานยอดเยี่ยมในยุคพรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล 2000/01 พวกเขาเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา แต่กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการจบถึง อันดับ 5 ของพรีเมียร์ลีก และได้สิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลยุโรป

แต่ฟุตบอลสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะฤดูกาลถัดมาอิปสวิชกลับตกชั้น

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการหายไปจากลีกสูงสุดนานถึง 22 ปี

หลังตกพรีเมียร์ลีก พวกเขาใช้เวลาถึง 17 ฤดูกาลติดต่อกันในแชมเปียนชิพ ก่อนสถานการณ์เลวร้ายลงอีกเมื่อฤดูกาล 2018/19 จบด้วยการตกไปเล่น League One ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 63 ปีที่สโมสรหลุดออกจากสองดิวิชันสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ

จากทีมอันดับ 5 พรีเมียร์ลีก สู่อันดับสามของระบบลีกอังกฤษ เส้นทางกลับขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

คีแรน แม็คเคนนา จุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนชีพ

เดือนธันวาคม 2021 กลายเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่ออิปสวิชแต่งตั้ง คีแรน แม็คเคนนา (Kieran McKenna) เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม

ในเวลานั้นอิปสวิชยังเล่นอยู่ใน League One

แต่ภายใต้แม็คเคนนา ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ฤดูกาล 2022/23 อิปสวิชจบอันดับ 2 ของ League One และเลื่อนชั้นกลับสู่ Championship

แทนที่จะต้องใช้เวลาปรับตัวหลายปี พวกเขากลับเดินหน้าต่อทันที

ฤดูกาล 2023/24 อิปสวิชทำผลงานยอดเยี่ยมจนจบ รองแชมป์ Championship ด้วย 96 คะแนน และคว้าการเลื่อนชั้นสองฤดูกาลติดต่อกัน จาก League One สู่พรีเมียร์ลีกในเวลาเพียงสองปี

การเลื่อนชั้นครั้งนั้นทำให้การรอคอยพรีเมียร์ลีกนาน 22 ปีสิ้นสุดลง

พรีเมียร์ลีก 2024/25 บทเรียนราคาแพง

อย่างไรก็ตาม ความมหัศจรรย์ของอิปสวิชต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายของพรีเมียร์ลีก

หลังจากเลื่อนขึ้นมาฤดูกาล 2024/25 ทีมของแม็คเคนนาพยายามรักษาแนวทางการเล่นที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในลีกล่าง แต่คุณภาพของคู่แข่งบนลีกสูงสุดแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

สุดท้ายอิปสวิชจบฤดูกาลด้วย อันดับ 19 มีเพียง 22 คะแนน และต้องกลับสู่แชมเปียนชิพหลังอยู่พรีเมียร์ลีกเพียงฤดูกาลเดียว

สำหรับหลายสโมสร การตกชั้นหลังลงทุนสร้างทีมเพื่อพรีเมียร์ลีกอาจนำไปสู่ช่วงเวลาถดถอยหลายปี

แต่อิปสวิชเลือกตอบสนองอีกแบบ

พวกเขากลับขึ้นมาทันที

จากออกสตาร์ตย่ำแย่ สู่รองแชมป์แชมเปียนชิพ 2025/26

สิ่งที่น่าสนใจคือเส้นทางกลับพรีเมียร์ลีกครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่ต้น

อิปสวิชเริ่มฤดูกาล Championship 2025/26 ด้วยการ ไม่ชนะเลยใน 4 นัดแรก เก็บได้เพียง 3 คะแนน และแม้จะปลดล็อกด้วยการถล่มเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 5-0 ในนัดที่ 5 แต่เมื่อผ่าน 10 เกมแรก พวกเขาก็ชนะเพียง 3 นัดเท่านั้น

ช่วงนั้นการกลับพรีเมียร์ลีกทันทีดูห่างไกลกว่าที่หลายคนคาด

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นจากชัยชนะ 1-0 เหนือเวสต์บรอมวิช อัลเบียน ซึ่งกลายเป็นเกมแรกของช่วงไม่แพ้ 6 นัดติดต่อกัน

จากนั้นฟอร์มของทีมเริ่มติดเครื่อง

ตลอดเดือนธันวาคมถึงมกราคม อิปสวิชชนะถึง 7 จาก 10 นัด และหลังเข้าสู่ปี 2026 พวกเขาแพ้เกมลีกเพียง 3 นัด

แม้ช่วงท้ายจะเริ่มสะดุดด้วยการชนะเพียง 2 จาก 6 นัดสุดท้าย แต่เกมปิดฤดูกาลพวกเขาจัดการเอาชนะ ควีนส์พาร์ก เรนเจอร์ส 3-0 การันตีอันดับ 2 และตั๋วเลื่อนชั้นอัตโนมัติกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

เลื่อนชั้น 3 ครั้งในรอบ 4 ฤดูกาล

เมื่อนำทุกอย่างมารวมกัน เส้นทางของอิปสวิชในช่วงไม่กี่ปีถือว่าไม่ธรรมดา

2022/23 — เลื่อนจาก League One สู่ Championship

2023/24 — เลื่อนจาก Championship สู่ Premier League

2024/25 — ตกจาก Premier League

2025/26 — เลื่อนจาก Championship กลับ Premier League

เท่ากับอิปสวิชมีการฉลองเลื่อนชั้นถึง 3 ครั้งในรอบ 4 ฤดูกาล

จากสโมสรที่ยังอยู่ใน League One เมื่อไม่กี่ปีก่อน วันนี้พวกเขากลายเป็นสมาชิกพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

แต่คราวนี้มีสิ่งหนึ่งแตกต่างออกไป

ผู้ชายที่พาทีมเดินทางมาถึงจุดนี้ไม่ได้อยู่ข้างสนามแล้ว

แม็คเคนนาอำลา ปิดฉากหนึ่งในยุคสำคัญของสโมสร

วันที่ 10 มิถุนายน 2026 คีแรน แม็คเคนนาประกาศอำลาตำแหน่งผู้จัดการทีมอิปสวิช หลังทำงานกับสโมสรมาประมาณ 5 ปี

การจากไปครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะแม็คเคนนาคือคนที่รับทีมมาตั้งแต่ League One และเปลี่ยนอิปสวิชให้กลายเป็นสโมสรที่สามารถเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้ถึงสองครั้ง

เขาทิ้งทีมไว้ในสถานะที่แตกต่างจากวันที่เข้ามาอย่างสิ้นเชิง

จากทีมระดับสามของอังกฤษ กลายเป็นทีมพรีเมียร์ลีก

อิปสวิชจึงต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า ใครจะเป็นคนสานต่องานทั้งหมดนี้?

คำตอบคือ แกรี โอนีล

แกรี โอนีล เปิดยุคใหม่ที่ Portman Road

อิปสวิชเลือก Gary O’Neil เข้ามารับงานต่อในเดือนมิถุนายน 2026 โดยนี่เป็นสโมสรพรีเมียร์ลีกทีมที่สามที่เขาคุม ต่อจากบอร์นมัธและวูล์ฟแฮมป์ตัน

โอนีลมีประสบการณ์กับพรีเมียร์ลีกทั้งในฐานะนักเตะและกุนซือ เขาลงเล่นในลีกสูงสุดมากกว่า 200 นัด และเคยผ่านการเล่นให้ Portsmouth, Middlesbrough, West Ham และ Norwich City ก่อนเข้าสู่เส้นทางโค้ช

ผลงานที่สร้างชื่อคือการพา บอร์นมัธอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก หลังรับงานท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบาก ก่อนย้ายไปคุมวูล์ฟแฮมป์ตันและพาทีมจบอันดับ 14 ฤดูกาล 2023/24 จากนั้นเขายังผ่านประสบการณ์กับ Strasbourg ในฝรั่งเศส และพาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ UEFA Conference League ก่อนกลับอังกฤษเพื่อรับงานอิปสวิช

สำหรับอิปสวิช ประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของโอนีลถือว่าตรงกับภารกิจของสโมสรอย่างชัดเจน

อิปสวิชของโอนีลอาจต่างจากยุคแม็คเคนนา

การเปลี่ยนผู้จัดการทีมย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแนวทาง

แม็คเคนนาสร้างชื่อด้วยฟุตบอลที่กล้าเล่นและมีระบบเกมรุกชัดเจน ขณะที่โอนีลมีประสบการณ์ในการปรับแท็กติกตามคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องคุมทีมที่เป็นรองในพรีเมียร์ลีก

บทวิเคราะห์ก่อนเปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกมองว่าอิปสวิชภายใต้โอนีลอาจมีแนวทาง รัดกุมและเน้นผลการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเจอสโมสรใหญ่ ซึ่งสามารถปรับลงมาเล่นบล็อกรับต่ำหรือใช้โครงสร้าง 5-4-1 ได้ ขณะที่เกมใน Portman Road มีโอกาสเห็นทีมเล่นเชิงรุกมากขึ้น

นั่นเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะหนึ่งในบทเรียนจากการตกชั้นฤดูกาล 2024/25 คือการเล่นพรีเมียร์ลีกด้วยแนวทางเดียวตลอดอาจไม่เพียงพอ

ครั้งนี้อิปสวิชกลับมาพร้อมประสบการณ์จากความล้มเหลวครั้งก่อน และมีกุนซือที่รู้จักการพาทีมหนีตกชั้นในลีกนี้อยู่แล้ว

เปิดพรีเมียร์ลีก 2026/27 ด้วยชัยชนะทันที

อย่างน้อยผลลัพธ์แรกบอกได้ว่าอิปสวิชเริ่มต้นได้ดี

เกมเปิดพรีเมียร์ลีก 2026/27 ที่ Portman Road พวกเขาเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-1 โดย แจ็ค คลาร์ก ยิงประตูชัยในนาทีที่ 90 ส่งให้เดอะ แทรกเตอร์ บอยส์เก็บสามคะแนนเต็มตั้งแต่นัดแรก

ชัยชนะดังกล่าวมีความสำคัญมากกว่าสามคะแนนธรรมดา

ฤดูกาลที่แล้วซันเดอร์แลนด์จบถึงอันดับ 7 และคว้าสิทธิ์ฟุตบอลยุโรป ดังนั้นการเอาชนะทีมที่ทำผลงานระดับนั้นตั้งแต่เกมแรกถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอิปสวิชยุคใหม่

หลังจบ Matchweek 1 อิปสวิชจึงมี 3 คะแนนเต็ม และอยู่ในกลุ่ม 9 สโมสรที่เปิดฤดูกาลด้วยชัยชนะ

ที่น่าสนใจคือทีมน้องใหม่อีกทีมอย่างฮัลล์ก็ประเดิมด้วยชัยชนะเช่นกัน ทำให้สองจากสามสโมสรที่เพิ่งขึ้นพรีเมียร์ลีกสามารถเก็บสามแต้มตั้งแต่สัปดาห์แรก

เป้าหมายครั้งนี้ชัดเจน — กลับมาแล้วต้องอยู่ให้ได้

แม้อิปสวิชมีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่และกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่เป้าหมายหลักของพรีเมียร์ลีก 2026/27 คงหนีไม่พ้นคำว่า “อยู่รอด”

พวกเขารู้ดีว่าความแตกต่างระหว่าง Championship กับ Premier League มากแค่ไหน เพราะเพิ่งสัมผัสด้วยตัวเองเมื่อสองฤดูกาลก่อน

ครั้งที่แล้วอิปสวิชขึ้นมาในฐานะทีมที่กำลังอยู่บนโมเมนตัมมหาศาล หลังเลื่อนชั้นสองปีติดต่อกัน แต่สุดท้ายจบอันดับ 19

ครั้งนี้สถานการณ์แตกต่างออกไป

นักเตะหลายคนมีประสบการณ์พรีเมียร์ลีกแล้ว สโมสรมีบทเรียนจากการตกชั้น และกุนซืออย่างแกรี โอนีลก็มีประสบการณ์ตรงในการบริหารทีมที่ต้องต่อสู้กับคู่แข่งซึ่งมีทรัพยากรมากกว่า

ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการกลับมาเล่นกับทีมใหญ่

แต่คือการทำให้ พรีเมียร์ลีกกลายเป็นบ้านระยะยาวอีกครั้ง

โปรแกรมต้นฤดูกาลไม่ง่าย บททดสอบใหญ่รออยู่

ชัยชนะเหนือซันเดอร์แลนด์ช่วยให้อิปสวิชมีต้นทุนสามคะแนนก่อนเข้าสู่โปรแกรมที่หนักขึ้นอย่างรวดเร็ว

พรีเมียร์ลีกประเมินตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลว่าอิปสวิชต้องพบคู่แข่งอย่าง คริสตัล พาเลซ, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตัน และซันเดอร์แลนด์ ในช่วงห้าเกมแรก ซึ่งทำให้การเก็บคะแนนจากเกมที่สูสีมีความสำคัญอย่างมาก

โดยเฉพาะการต้องเจอทั้งลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล จะเป็นตัววัดระดับที่ดีว่าอิปสวิชชุดนี้พัฒนาขึ้นจากการเล่นพรีเมียร์ลีกครั้งก่อนมากแค่ไหน

ชัยชนะใน Matchweek 1 จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

งานที่ยากกว่ากำลังตามมา

Ed Sheeran แฟนบอลชื่อดังที่มีส่วนกับสโมสรจริง

พูดถึงอิปสวิชแล้ว อีกชื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran) ศิลปินระดับโลกที่เป็นแฟนบอลของสโมสรมาตั้งแต่เด็ก

ความสัมพันธ์ของเขากับอิปสวิชไม่ได้หยุดอยู่แค่การมานั่งชมเกม เพราะ Sheeran เคยเป็นผู้สนับสนุนหลักบนเสื้อแข่งขันตั้งแต่ปี 2021 และในเดือนสิงหาคม 2024 ยังซื้อหุ้นส่วนน้อยของสโมสรอีกด้วย

สโมสรเคยมอบหมายเลข 17 ให้เขาเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับวันเกิด 17 กุมภาพันธ์ และเสื้อ “Sheeran 17” ก็กลายเป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมของทีม

เรื่องนี้ทำให้อิปสวิชมีอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่หาได้ยาก เพราะหนึ่งในแฟนบอลที่โด่งดังที่สุดของพวกเขาไม่ได้เพียงเชียร์ทีม แต่มีความสัมพันธ์กับสโมสรอย่างเป็นรูปธรรม

จาก League One สู่พรีเมียร์ลีก เรื่องราวของอิปสวิชยังไม่จบ

หากย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี ภาพของอิปสวิชในวันนี้แทบไม่น่าเชื่อ

พวกเขาเคยใช้เวลายาวนาน 17 ปีใน Championship ก่อนตกลงไป League One จากนั้นคีแรน แม็คเคนนาเข้ามาและพาทีมเลื่อนชั้นสองฤดูกาลติดต่อกัน กลับพรีเมียร์ลีกหลังรอ 22 ปี ก่อนตกชั้นและกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งในทันที

ตอนนี้บทใหม่เริ่มต้นขึ้นภายใต้ แกรี โอนีล

ชัยชนะเหนือซันเดอร์แลนด์ 2-1 ในนัดแรกเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม แต่ฤดูกาลยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกล และอิปสวิชรู้จากประสบการณ์ตรงแล้วว่า การขึ้นพรีเมียร์ลีกว่ายาก แต่ การอยู่พรีเมียร์ลีกต่อไปให้ได้ยากกว่า

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปถึงสโมสรที่ยังเล่น League One เมื่อฤดูกาล 2022/23 ก่อนจะเลื่อนชั้นถึงสามครั้งในสี่ฤดูกาล ไม่มีเหตุผลอะไรที่แฟนบอล “เดอะ แทรกเตอร์ บอยส์” จะไม่เชื่อว่าทีมของพวกเขาสามารถสร้างเรื่องราวบทใหม่ได้อีกครั้ง

เพราะสำหรับ อิปสวิช ทาวน์ การกลับพรีเมียร์ลีกสำเร็จแล้ว

ภารกิจต่อไปคือพิสูจน์ว่า ครั้งนี้พวกเขาจะไม่กลับลงไปง่าย ๆ

รู้จักทีมใหม่ๆ บนพรีเมียร์ลีกเพิ่มเติม: