
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2026/27 เปิดฉากเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกที และเกมปรีซีซันเมื่อคืนวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ก็ทำให้เราได้เห็นภาพความพร้อมของทีมใหญ่จากอังกฤษชัดขึ้นอีกระดับ เมื่อหลายสโมสรลงสนามพร้อมกันและได้ผลการแข่งขันแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ โดย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลิกชนะ แอตเลติโก มาดริด 3-1, อาร์เซนอล แพ้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-3, ลิเวอร์พูล พลาดท่าต่อ โมนาโก 2-3 ขณะที่ เชลซี เสมอ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม 3-3
แน่นอนว่าเกมอุ่นเครื่องไม่สามารถนำมาใช้ฟันธงอันดับพรีเมียร์ลีกได้ แต่เมื่อฤดูกาลใหม่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ผลงานเหล่านี้เริ่มมีความหมายมากขึ้น เพราะกุนซือแต่ละทีมเหลือเวลาไม่มากสำหรับทดลองระบบ แก้ไขเกมรับ หรือค้นหา 11 ตัวจริงที่ลงตัวที่สุด
ที่น่าสนใจคือคืนเดียวกันนี้กลับให้ภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แมนซิตี้แสดงให้เห็นความสามารถในการพลิกสถานการณ์ ขณะที่อาร์เซนอลและลิเวอร์พูลต่างเสียถึงสามประตู ส่วนเชลซีก็มีคำถามเรื่องเกมรับหลังยิงสามประตูแต่ยังไม่สามารถคว้าชัยได้
แมนซิตี้ 3-1 แอตเลติโก มาดริด จากตามหลังสู่ชัยชนะ
เริ่มจากทีมที่น่าจะพอใจกับผลงานเมื่อคืนมากที่สุดอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งปิดฉากทัวร์ปรีซีซันเอเชียด้วยชัยชนะเหนือแอตเลติโก มาดริด 3-1 ที่ Seoul World Cup Stadium โดยเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรยืนยันว่าชัยชนะนัดนี้เป็นเกมส่งท้ายทัวร์เอเชียของทีม
สิ่งที่ทำให้ผลการแข่งขันน่าสนใจคือ แมนซิตี้ไม่ได้เป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ตั้งแต่ต้น แต่ต้องตามหลัง 0-1 เมื่อจบครึ่งแรก ก่อนกลับมาเร่งเครื่องหลังพักครึ่ง
โอมาร์ มาร์มูช (Omar Marmoush) กลายเป็นตัวเอกของเกมด้วยการยิงสองประตูในครึ่งหลัง ช่วยให้เรือใบสีฟ้าพลิกสถานการณ์กลับมา ก่อนที่ รายาน ไอต์-นูรี (Rayan Aït-Nouri) จะทำประตูช่วงท้าย ปิดเกมด้วยชัยชนะ 3-1 โดยรายงานอย่างเป็นทางการของแมนซิตี้ระบุชัดว่า Marmoush เหมาสองประตู และ Aït-Nouri เป็นผู้ทำประตูที่สาม
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 3-1 เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ปฏิกิริยาของทีมหลังตกเป็นฝ่ายตามหลัง
เกมพรีเมียร์ลีกไม่ได้มีสถานการณ์ที่ทีมใหญ่สามารถขึ้นนำก่อนและควบคุมการแข่งขันได้ทุกนัด การสามารถเปลี่ยนโมเมนตัมหลังพักครึ่งและพลิกกลับมาเอาชนะคู่แข่งระดับแอตเลติโก มาดริด จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกก่อนการแข่งขันจริง
ขณะเดียวกัน ผลงานของ Marmoush ก็ช่วยเพิ่มทางเลือกในเกมรุก เพราะแมนซิตี้ไม่จำเป็นต้องฝากภาระการทำประตูทั้งหมดไว้กับ Erling Haaland เพียงคนเดียว
แมนซิตี้กำลังสร้างโมเมนตัมในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ชัยชนะเหนือแอตเลติโกยังต่อเนื่องจากเกมก่อนหน้าที่แมนซิตี้เอาชนะ K-League All Stars 3-1 ทำให้ช่วงท้ายของทัวร์เอเชียเริ่มเห็นพัฒนาการในเชิงผลการแข่งขัน โดยเกมดังกล่าวเป็นชัยชนะนัดแรกของ Enzo Maresca ในฐานะกุนซือแมนซิตี้
เมื่อรวมสองเกมล่าสุด เรือใบยิงไปถึง 6 ประตู และเสียเพียง 2 ประตู
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ชัยชนะเมื่อคืนมีความหมายมากขึ้นคือโปรแกรมถัดไปของพวกเขา เพราะแมนซิตี้กำลังจะพบกับ อาร์เซนอลใน FA Community Shield วันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดแรกของฟุตบอลอังกฤษฤดูกาลใหม่
และนั่นทำให้ฟอร์มของอีกฝั่งอย่างอาร์เซนอลยิ่งน่าจับตามอง
อาร์เซนอล 2-3 ดอร์ทมุนด์ เกมรับกลายเป็นสัญญาณเตือน
หากแมนซิตี้ออกจากเกมเมื่อคืนพร้อมความมั่นใจ สถานการณ์ของ อาร์เซนอล กลับแตกต่างออกไป หลังพ่าย โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-3 ในศึก Emirates Cup ที่ Emirates Stadium
ดอร์ทมุนด์ออกนำถึง 2-0 ในครึ่งแรก จาก Samuele Inacio และ Konstantinos Karetsas ก่อน Joane Gadou จะทำประตูเพิ่มในครึ่งหลัง ขณะที่อาร์เซนอลได้สองประตูจาก Ethan Nwaneri และ Viktor Gyökeres แต่ไล่ไม่ทัน
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับ Mikel Arteta คือ นี่ไม่ใช่เกมแรกที่เกมรับของอาร์เซนอลมีปัญหา เพราะก่อนหน้านี้ทีมเพิ่งแพ้ Real Betis 1-3 และ Arteta ยอมรับว่ามาตรฐานการเล่นเกมรับในนัดดังกล่าวต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ก่อนทีมจะกลับมาเสียอีกสามประตูให้ดอร์ทมุนด์
ดังนั้น หากมองเฉพาะผลปรีซีซันช่วงล่าสุด อาร์เซนอลกำลังมีโจทย์ที่ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ ทำอย่างไรให้โครงสร้างเกมรับกลับมาแน่นอนก่อนการแข่งขันจริง
แพ้สองนัดติด แต่ไม่ใช่ว่าอาร์เซนอลไม่มีเรื่องดี
การแพ้ปรีซีซันสองเกมติดต่อกันย่อมไม่ใช่สิ่งที่ Arteta ต้องการ แต่ก็ไม่ควรตีความว่าทุกอย่างกำลังผิดพลาด
หนึ่งในสัญญาณบวกคือการที่ Viktor Gyökeres สามารถทำประตูได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกองหน้าที่ต้องการสร้างความมั่นใจก่อนเริ่มฤดูกาล ขณะที่ Sky Sports ยังชี้ถึงผลงานที่น่าสนใจของ Christos Tzolis ในเกมนี้ด้วย
อีกเรื่องที่ได้รับความสนใจก่อนการแข่งขันคือการเปิดตัว Bruno Guimarães ต่อหน้าแฟนบอลที่ Emirates Stadium หลังย้ายมาเสริมแดนกลางของทีม โดย Sky Sports ระบุว่าแข้งรายใหม่ได้รับการแนะนำตัวต่อแฟนบอลก่อนเกม
ดังนั้นอาร์เซนอลไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตื่นตระหนก แต่เวลาสำหรับแก้ไขกำลังลดลงเรื่อย ๆ
ที่สำคัญกว่านั้นคือคู่แข่งใน Community Shield คือแมนซิตี้ ซึ่งเพิ่งพลิกชนะ Atlético 3-1 ในคืนเดียวกันพอดี
จึงเกิดภาพที่น่าสนใจมากก่อนวันที่ 16 สิงหาคม — ทีมหนึ่งกำลังสร้างโมเมนตัม ขณะที่อีกทีมกำลังพยายามแก้เกมรับ
ลิเวอร์พูล 2-3 โมนาโก จากนำ 2-0 กลับแพ้คาแอนฟิลด์
หากความพ่ายแพ้ของอาร์เซนอลน่ากังวลเรื่องเกมรับ ผลของ ลิเวอร์พูล อาจน่าเสียดายยิ่งกว่า เพราะพวกเขาเป็นฝ่ายออกนำโมนาโกถึง 2-0 ก่อนถูกพลิกกลับมาแพ้ 2-3 ที่ Anfield
เกมนี้ยังเป็นการแข่งขันนัดแรกที่ Andoni Iraola คุมลิเวอร์พูลที่ Anfield ทำให้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในฐานะอีกก้าวของการสร้างทีมภายใต้กุนซือคนใหม่
ช่วงแรกดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน เมื่อ Alexander Isak ยิงประตูแรก ก่อน Florian Wirtz ทำประตูให้ลิเวอร์พูลหนีเป็น 2-0
แต่โมนาโกไม่ยอมง่าย ๆ
Aleksandr Golovin ยิงจุดโทษลดช่องว่างก่อนหมดครึ่งแรก จากนั้น Mika Biereth ตีเสมอในครึ่งหลัง ก่อนที่ Paris Brunner จะทำประตูชัยช่วงท้าย พลิกสถานการณ์ให้โมนาโกชนะ 3-2
จากนำสองประตูสู่การแพ้คาบ้าน จึงเป็นผลการแข่งขันที่ Iraola มีรายละเอียดให้กลับไปวิเคราะห์ไม่น้อย
ปัญหาของลิเวอร์พูลไม่ใช่การสร้างเกม แต่คือการรักษาระดับตลอด 90 นาที
สิ่งที่น่าสนใจคือ Andoni Iraola ไม่ได้มองว่าทีมเล่นแย่ตลอดการแข่งขัน แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การไม่สามารถรักษาระดับการเล่นที่เขาต้องการได้ตลอดเกม โดยเว็บไซต์ Liverpool ระบุว่ากุนซือชาวสเปนยอมรับหลังเกมว่าทีมไม่สามารถรักษาระดับตามที่เขาต้องการไว้ได้ จนเปิดโอกาสให้โมนาโกกลับเข้าสู่การแข่งขันและพลิกชนะ
นี่เป็นรายละเอียดสำคัญสำหรับระบบของกุนซือใหม่
การเล่นฟุตบอลด้วยความเข้มข้นสูงต้องอาศัยทั้งสภาพร่างกาย ความเข้าใจตำแหน่ง และการประสานงานของผู้เล่นทั้งทีม หากระดับลดลงในบางช่วง คู่แข่งสามารถใช้พื้นที่ที่เกิดขึ้นสร้างโอกาสได้ทันที
แต่ด้านบวกก็มีให้เห็นเช่นกัน
Isak สามารถทำประตูได้ และเจ้าตัวกล่าวหลังเกมว่ารู้สึกว่าความเฉียบคมกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงปรีซีซัน ขณะที่ Victor Munoz ก็ได้ประเดิมสนามให้ลิเวอร์พูลที่ Anfield เป็นครั้งแรก
ดังนั้นคำถามของ Liverpool หลังเกมนี้จึงไม่ใช่ว่า “เกมรุกมีคุณภาพหรือไม่?” เพราะการขึ้นนำ 2-0 แสดงให้เห็นแล้วว่าทีมสามารถสร้างความอันตรายได้
คำถามที่สำคัญกว่าคือ “จะรักษาความเข้มข้นและควบคุมเกมได้ตลอด 90 นาทีหรือไม่?”
เชลซี 3-3 ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ยิงสามแต่ยังปิดเกมไม่ได้
อีกหนึ่งทีมพรีเมียร์ลีกที่ลงสนามเมื่อคืนคือ เชลซี ซึ่งปิดฉากทัวร์ออสเตรเลียและเอเชียด้วยการเสมอ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม 3-3 ที่ Sultan Ibrahim Stadium ประเทศมาเลเซีย
Chelsea ได้สองประตูจาก Liam Delap และอีกหนึ่งประตูเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง แต่สุดท้ายไม่สามารถรักษาความได้เปรียบจนคว้าชัยชนะได้ โดยเว็บไซต์สโมสรยืนยันว่าผล 3-3 เป็นเกมส่งท้ายทัวร์ช่วงซัมเมอร์ของทีม
สำหรับ Chelsea จุดบวกคือ Delap สามารถทำสองประตู ซึ่งเพิ่มการแข่งขันในแนวรุกก่อนฤดูกาลใหม่ แต่การเสียสามประตูให้คู่แข่งก็ทำให้เกมรับเป็นอีกพื้นที่ที่ต้องได้รับการปรับปรุง
และเมื่อพิจารณาร่วมกับผลของ Arsenal และ Liverpool จะพบธีมที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน่าสนใจ — สามทีมใหญ่จากพรีเมียร์ลีกเสียทีมละ 3 ประตูในคืนเดียวกัน
คืนเดียวบอกอะไรเราเกี่ยวกับทีมใหญ่พรีเมียร์ลีก?
หากนำผลการแข่งขันทั้งสี่คู่มาวางรวมกัน จะเห็นภาพที่น่าสนใจมาก
แมนซิตี้ 3-1 แอตเลติโก มาดริด — ตามหลังก่อน แต่พลิกกลับมาชนะ
อาร์เซนอล 2-3 ดอร์ทมุนด์ — เสียสามประตูเป็นเกมที่สองติดต่อกัน
ลิเวอร์พูล 2-3 โมนาโก — นำ 2-0 แต่ถูกพลิกกลับมาแพ้
เชลซี 3-3 ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม — เกมรุกยิงสาม แต่เกมรับก็เสียสามเช่นกัน
ถ้าต้องเลือกทีมที่ได้สัญญาณเชิงบวกมากที่สุดจากคืนวันที่ 9 สิงหาคม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ย่อมโดดเด่นที่สุดในแง่ผลการแข่งขันและการตอบสนองระหว่างเกม
แต่คำว่า “พร้อมที่สุด” ยังเร็วเกินไป
ฟุตบอลปรีซีซันมีปัจจัยที่ต่างจากพรีเมียร์ลีก ทั้งจำนวนการเปลี่ยนตัว การทดลองตำแหน่ง ภาระการฝึกซ้อม และระดับความฟิตที่แตกต่างกันของนักเตะแต่ละคน ดังนั้นผลแพ้หรือชนะจึงไม่ควรถูกนำมาใช้ทำนายฤดูกาลโดยตรง
สิ่งที่เราสามารถอ่านได้จากเกมเหล่านี้คือ ปัญหาและพัฒนาการของแต่ละทีม
แมนซิตี้แสดงให้เห็นการแก้สถานการณ์ อาร์เซนอลต้องรีบจัดระเบียบเกมรับ ลิเวอร์พูลต้องรักษาความเข้มข้นให้นานขึ้น ส่วนเชลซีต้องหาสมดุลระหว่างเกมรุกกับเกมรับ
3 ทีมใหญ่เสีย 3 ประตูในคืนเดียว เรื่องบังเอิญที่น่าจับตา
อีกหนึ่งสถิติที่สะดุดตาคือ Arsenal, Liverpool และ Chelsea ต่างเสีย 3 ประตู ในเกมเดียวกัน
แต่ต้นเหตุไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
อาร์เซนอลมีปัญหาในเชิงโครงสร้างเกมรับต่อเนื่องจากเกมก่อนหน้า ขณะที่ Liverpool มีปัญหาเรื่องการรักษาความเข้มข้นหลังขึ้นนำ ส่วน Chelsea อยู่ในเกมที่เปิดแลกและจบด้วยสกอร์สูง
จึงไม่ควรเหมารวมว่าทั้งสามทีมมี “เกมรับแย่” ด้วยสาเหตุเดียวกัน
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เหลือเวลาแก้ไม่มากแล้ว
พรีเมียร์ลีกประกาศว่าฤดูกาล 2026/27 จะเริ่มในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์ ทำให้สโมสรต่าง ๆ กำลังเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการเตรียมทีม และ Premier League เองก็เพิ่งเผยบทวิเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากปรีซีซันของทั้ง 20 สโมสรในวันที่ 10 สิงหาคม
ดังนั้นเกมช่วงนี้จึงเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าเกมอุ่นเครื่องช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เพราะกุนซือควรเริ่มเห็นแล้วว่าโครงสร้างใดจะถูกนำไปใช้จริง
แมนซิตี้ vs อาร์เซนอล จะเป็นบททดสอบต่อไปที่น่าสนใจมาก
สิ่งที่ทำให้ผลการแข่งขันเมื่อคืนเชื่อมโยงกันอย่างลงตัวคือ Manchester City และ Arsenal กำลังจะเจอกันใน Community Shield วันที่ 16 สิงหาคม
พรีเมียร์ลีกยืนยันว่าแชมป์ลีก Arsenal จะพบกับแชมป์ FA Cup Manchester City ที่ Principality Stadium เมืองคาร์ดิฟฟ์ ซึ่งถือเป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดแรกของฤดูกาลฟุตบอลอังกฤษ
สถานการณ์ก่อนเกมจึงน่าสนใจมาก
City เดินทางกลับจากเอเชียหลังชนะสองเกมติดต่อกันด้วยสกอร์ 3-1 ขณะที่ Arsenal เพิ่งแพ้สองเกมติดและเสียรวม 6 ประตู
แต่ Community Shield จะเป็นเกมคนละบริบทกับปรีซีซันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อการแข่งขันมีถ้วยรางวัลเป็นเดิมพัน เราน่าจะเริ่มเห็น 11 ตัวจริงที่ชัดเจนขึ้น การเปลี่ยนตัวที่มีเหตุผลทางแท็กติกมากขึ้น และความเข้มข้นที่ใกล้เคียงเกมพรีเมียร์ลีกมากกว่าเดิม
จึงอาจกล่าวได้ว่า Community Shield จะเป็นคำตอบชุดต่อไปว่าโมเมนตัมจากปรีซีซันมีความหมายจริงมากแค่ไหน
อย่าเพิ่งตัดสินแชมป์จากปรีซีซัน
ทุกปีมักมีทีมที่ทำผลงานยอดเยี่ยมในช่วงปรีซีซันแต่กลับเริ่มฤดูกาลจริงไม่ดี และในทางกลับกัน ทีมที่อุ่นเครื่องสะดุดก็สามารถกลับมาทำผลงานได้เมื่อการแข่งขันอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้น
เหตุผลคือเป้าหมายของเกมเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงชัยชนะ
กุนซือต้องสร้างความฟิต ทดลองนักเตะใหม่ เปลี่ยนระบบ เปิดโอกาสให้ดาวรุ่ง และบางครั้งอาจจัดทีมโดยคำนึงถึงภาระการฝึกซ้อมมากกว่าผลการแข่งขัน
ดังนั้นการแพ้ของ Arsenal และ Liverpool ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองทีมจะมีฤดูกาลที่ย่ำแย่ เช่นเดียวกับชัยชนะของ Manchester City ก็ไม่ได้รับประกันว่าพวกเขาจะเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อพรีเมียร์ลีกเริ่มต้น
แต่เมื่อหลายเกมเริ่มแสดงปัญหาแบบเดิมซ้ำ ๆ นั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรจับตา
สำหรับ Arsenal คือเกมรับ สำหรับ Liverpool คือการรักษาระดับตลอดการแข่งขัน ส่วน Manchester City ต้องพิสูจน์ว่าความเฉียบคมที่เห็นในช่วงหลังสามารถต่อยอดเข้าสู่เกมอย่างเป็นทางการได้หรือไม่
สรุป คืนวันที่ 9 สิงหาคมให้อะไรกับทีมพรีเมียร์ลีกบ้าง?
หากมองภาพรวม Manchester City เป็นทีมที่ออกจากคืนวันที่ 9 สิงหาคมด้วยผลการแข่งขันดีที่สุด หลังพลิกจากตามหลัง Atlético Madrid กลับมาชนะ 3-1 พร้อมสองประตูของ Omar Marmoush และประตูปิดท้ายจาก Rayan Aït-Nouri
ส่วน Arsenal ต้องกลับไปแก้ปัญหาเกมรับหลังแพ้ Dortmund 2-3 และเสียสามประตูเป็นเกมที่สองติดต่อกัน ขณะที่ Liverpool มีบทเรียนสำคัญหลังปล่อยความได้เปรียบ 2-0 หลุดมือจน Monaco พลิกชนะ 3-2 และ Chelsea ก็มีคำถามคล้ายกันหลังเกมรุกยิงได้สาม แต่เกมรับเสียสามจนเสมอ Johor Darul Ta’zim 3-3
ถ้ามองจากเกมเดียว แมนซิตี้ส่งสัญญาณดีที่สุด แต่ถ้ามองไปถึงพรีเมียร์ลีก 2026/27 การแข่งขันยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ
สิ่งที่เกมเมื่อคืนมอบให้แฟนบอลจึงไม่ใช่คำตอบว่า “ใครจะเป็นแชมป์?” แต่เป็นเบาะแสว่า แต่ละทีมมีอะไรพร้อมแล้ว และยังเหลืออะไรที่ต้องรีบแก้
และจากนี้ทุกเกมจะยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะช่วงทดลองกำลังจะจบลง และฤดูกาลจริงกำลังใกล้เข้ามาเต็มที
ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569



![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล vs บอร์นมัธ [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก-ลิเวอร์พูล-vs-บอร์นมัธ.png)
![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก วูล์ฟแฮมป์ตัน vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/วูล์ฟแฮมป์ตัน-vs-แมนเชสเตอร์-ซิตี้.png)
![ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ซันเดอร์แลนด์ vs เวสต์แฮม [16 สิงหาคม 2568]](https://ambmax.pro/wp-content/uploads/2025/08/ซันเดอร์แลนด์-vs-เวสต์แฮม.png)